ข่าวใหม่วันนี้

กามฉาวคุกเด็กบ้านปราณี บังคับร่วมเพศ.?.!!!

เปิด”ห้องเชือด”บ้านดูแลเด็ก,เยาวชนหญิงต้องคดีหลังคำพิพากษา”บ้านปราณี” พฤติกรรมสุดวิตถาร บังคับเด็กหญิงแสดง “หนังสด”ร่วมเพศคู่ “ทอม-ดี้” จอมแสบประจำบ้าน แบบ”หญิงกับหญิง”ต่อหน้าคณะกรรมการสอบถึง ๖ คน ก่อนนำออกมา “ประจาน”ให้อับอายต่อหน้านักเรียนกว่าร้อยคน อธิบดีกรมพินิจฯสั่งสอบสวนด่วน ระบุเป็นความขัดแย้งผู้บริหาร ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย

เปิดเมล์ฉาวบังคับเด็กร่วมเพศวิตถาร

จากเหตุการณ์อื้อฉาว “บังคับเด็กทำอนาจาร” ต่อหน้าสาธารณชนกลายเป็นเรื่องโจษจันกันในสถานพินิจหญิงทั้งสถานแรกรับเด็ก และเยาวชนหญิง ปากคลอง ไปจนถึงสถานที่เกิดเหตุจริงในสถานฝึก และอบรมฯ ซึ่งเป็นสถานที่รองรับเด็กหลังจากถูกพิพากษาคดีที่แยกตัวออกไปอยู่ ต.คลองโยง พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๖ โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาทางอีเมล์ฉาวในเว็บไซต์หนึ่ง โดยเนื้อความโดยสรุประบุว่า…
” ..วิธีการสอบสวนของ ผอ.บ้านปราณี นั้นได้ละเมิดต่อความเป็นมนุษย์ โดยให้เด็กสาวสองคนที่ถูกจับได้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศแบบทอม-ดี้ เข้าห้องสอบสวนมีคณะกรรมการ ๖ คน และ ผอ.ซึ่งเป็นประธานการสอบได้ให้ทั้งสองแสดงท่าการร่วมเพศแบบหญิงกับหญิงให้ดู พร้อมกับให้ระบายความรู้สึกระหว่างที่ทำด้วย” เมล์ดังกล่าวระบุ
เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอด ปากต่อปากอย่างรวดเร็ว ว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่อย่างไร จน “ร่วมด้วยช่วยกัน” ได้บุกพิสูจน์ข้อเท็จจริงในบ้านปราณีที่เกิดเหตุ
บุกบ้านปราณี “หญิงรักหญิง” เรื่องธรรมดา

สำหรับความสัมพันธ์หญิงรักหญิงที่กลายเป็นชนวนของการก่อเหตุที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” นั้น ตามความเป็นจริงแล้วในสถานพินิจทั้งสถานแรกรับฯ หรือสถานฝึก และอบรมเด็กและเยาวชนหญิง บ้านปราณีนั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะสาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากภายในสถานฝึกฯ ที่มีแต่ผู้หญิงนั้นเอง อีกทั้งบางครั้งต้องยอมรับถึง ความเหงา ความว้าเหว่ ว้าวุ่นของเด็กๆ ที่ต่างมากันคนละสถานที่ ต่างสภาพแวดล้อม ต่างครอบครัว ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างกันในระหว่างต้องคดีอยู่ภายในสถานฝึก และอบรมฯ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกสำหรับเด็กๆ บางคนที่ต้องการบำบัดความเหงาด้วยวิธีนี้ระหว่างรอรับโทษอยู่ในสถานที่ฯดังกล่าว แม้แต่เจ้าพนักงาน ยังต้องยอมรับว่า “คงไม่สามารถห้ามให้เด็ก หรือเยาวชนกระทำการดังกล่าวได้
เพราะยามปกติในช่วงกลางวันระหว่างมีการเข้ากลุ่มเพื่อเข้าตารางกิจกรรมการฝึก และอบรมฯ เพื่อให้เด็กๆ หลังจากพ้นข้อหาไปนั้นสามารถดำรงชีวิตเป็นคนใหม่ และมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างกันต่อหน้าสาธารณชน หรือกระทำการใดๆ ที่ชี้นำ หรือชักชวนให้เด็กคนอื่นคล้อยตาม ส่วนในช่วงกลางคืนนั้นคงจะเป็นเรื่องของเด็กๆ ที่ต้องแยกแยะความนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัว ขณะที่บทบาทเจ้าพนักงานคงทำได้เพียงนำเด็กๆ เข้านอนตามเวลาที่กำหนดในสถานที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ แต่หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่กล่าวขวัญกันขึ้น ก็คงจะเป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่ายระหว่างที่นอนร่วมกันมากกว่า
คนในชี้นำเด็กมาประจานไม่เคยมีมาก่อน

ด้วยบทบาทของสถานแรกรับเด็ก และเยาวชนหญิง ซึ่งเคยเป็นหน่วยงานร่วมกันกับ สถานฝึก และอบรมเด็ก และเยาวชนหญิง บ้านปราณี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่นครปฐมนั้น ทางนางเกษร ไพหก หัวหน้าสถานแรกรับเด็ก และเยาวชนหญิง ได้กล่าวกับ “ร่วมด้วยช่วยกัน” ว่า การดำเนินงานส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายใต้กรอบการดูแลที่มีการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในเรื่องของอุปโภค บริโภคที่ทางรัฐบาลได้มุ่งเน้นมาเป็นพิเศษ ขณะที่ภารกิจหน้าที่ และความรับผิดชอบนั้น นางเกษร กล่าวว่า เป็นการควบคุมดูแลเด็ก และเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิด โดยจะมีการจัดให้เด็ก และเยาวชนได้รับสิ่งจำเป็นแก่การดำเนินชีวิตที่เหมาะสมตามวัย และสภาพร่างกายจิตใจ อีกทั้งยังต้องศึกษาวิเคราะห์หาสาเหตุ และปัจจัยส่งเสริม หรือกระตุ้นให้เด็ก และเยาวชนกระทำความผิดทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพกาย จิตใจ ลักษณะนิสัย หรือพฤติกรรมเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งจัดทำรายงานการจำแนกเด็ก และเยาวชน เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อศาล โดยในแต่ละวันของการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งจะมีการแยกเด็กๆ ไปบำบัดแก้ไขทั้งรายบุคคล และรายกลุ่ม
โดยจะมีทั้งการแนะแนวการดำเนินชีวิต การพัฒนาสุขภาพพลานามัย การบำบัดฟื้นฟู และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ได้แก่ การประดิษฐ์สิ่งของจากเศษวัสดุ ศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ การอบรมด้านจริยธรรม การฝึกวิชาชีพระยะสั้น เช่นการนวดแผนไทย การฝึกทำอาหาร แกะสลักผลไม้ นอกจากนี้ยังจัดให้เด็กที่ยังไม่จบการศึกษาภาคลังคับได้ทบทวนความรู้เดิม และมีการสอนเพิ่มเติมให้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะนำเด็กมาประจานต่อหน้าเด็กๆ ด้วยกันทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องการกระทำผิดอื่นๆ
เปิดความจริง ผอ.ต้นเรื่องนิสัยชอบประจาน?

ซึ่งจากการสืบเสาะของทีมงาน “ร่วมด้วยช่วยกัน “ในการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำอนาจารเด็ก ในสถานพินิจหญิงนั้น ได้ความว่า “ผอ.ฯ ต้นเรื่อง” เคยเป็นพยาบาลในกองแพทย์ สังกัดกรมพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ก่อนที่จะผันตัวเอง เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าในสถานพินิจหญิงเมื่อครั้งสถานแรกรับ และสถานฝึกฯ อยู่ในสถานที่เดียวกัน หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายแยกสถานแรกรับฯ และสถานฝึกฯ ออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ในปีที่ผ่านมาจึงทำให้ “ผอ.ฯ คนเดิม” ซึ่งในระหว่างนั้นกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท เอกจิตวิทยา ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้ถูกปรับขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการตามระดับขั้นของการเรียน คือจากข้าราชการระดับ ๗ ขึ้นไปเป็นข้าราชการระดับ ๘ นั้นเอง ขณะที่นิสัยส่วนตัวเมื่อสอบถามเจ้าพนักงานที่ประกอบไปด้วยข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว กลับปรากฏถึงการกระทำที่ไม่สมกับกับเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังใช้ตำแหน่งไปในทางที่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน
“การดุด่าเจ้าพนักงานต่อหน้าคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนๆ นี้ หรือบางครั้งถ้าไม่พอใจมากๆ อาจจะมีการทำจดหมายถึงผู้ใหญ่เป็นการส่วนตัว จากหลายๆ สาเหตุที่ผอ.คนนี้ทำขึ้น จึงทำให้ทุกคนในศูนย์ฯ ไม่มีใครชอบเขาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาอยู่ในศูนย์ฯทั้งกลางวัน และกลางคืนไม่กลับบ้านเหมือนกับคนอื่นๆ จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเห็นพฤติกรรมเด็ก จนกลายมาเป็นการตัดสินใจที่นำเด็กมาข่มขู่ให้กลัว เพื่อให้เด็กเลิกพฤติกรรมดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยังสถานแรกรับฯ ครั้งที่ผอ.คนนี้เคยเป็นหัวหน้าอยู่นั้น กลับไม่ปรากฏเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเกรี้ยวกราดตามประสาคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไหว้วานซื้อของ หรือดุด่านักการภารโรงยามที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวไม่ถูกใจ จนบางครั้งเรื่องราวถูกนำมาพูดคุยเป็นวงกว้าง ดั่งเช่นเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ได้ถูกนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยผ่านทางสายโทรศัพท์จากสถานฝึกฯ เพื่อบอกต่อเพื่อนๆ ในสถานแรกรับฯ ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น
เปิด “กล่องแดง” ศาลเตี้ยประจำบ้านปราณี

จากนิสัยส่วนตัวอาจจะไม่ได้เป็นเบ้าหลอมของพฤติกรรมที่ ผอ.ต้นเรื่องนำมาใช้กับเด็กๆ เพราะส่วนหนึ่งยังมีขีดคั่นของตำแหน่ง และวัยที่มีอายุล่วงเข้ากลางคน ซึ่งหลายๆ คนที่ทางทีมงาน “ร่วมด้วยช่วยกัน” เข้าไปนั่งพูดคุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อะไรที่ไปดลใจให้ ผอ.คนนี้กระทำเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น” ส่วนหนึ่งจึงลงความเห็นว่าน่าจะเป็น “กล่องแดง” ปริศนาที่ทางสถานฝึกฯ นำมาตั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นของเด็กๆ ซึ่งคนที่สามารเปิดกล่องแดงได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ “ผอ.ต้นเรื่อง” นั้นเอง ทั้งนี้สภาพแวดล้อมโดยรวมที่สถานฝึก และอบรมเด็ก และเยาวชนหญิงบ้านปราณี คลองโยงนั้น
ทางเจ้าพนักงานของศูนย์ฯ คนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า จะมีตารางกิจกรรมให้เด็กๆ เข้าร่วมเหมือนกับที่สถานแรกรับฯ แต่อาจจะมีการเสริมหลักสูตรบางตัวลงไป เพื่อให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตระหว่างรับโทษในสถานที่ฝึกฯ นี้ได้แบบไม่เครียด และสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นนั้นเอง อย่างไรก็ตามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงรักหญิงในสถานที่ดังกล่าวก็คงจะปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้นเจ้าหน้าที่คนเดิม ตั้งข้อสงสัยไว้ว่า อาจจะเป็นเพราะผลลงความคิดเห็นของเด็กๆ ที่ล่วงรู้ถึงพฤติกรรมของเด็กคู่กรณีในยามค่ำคืนที่อาจจะเป็นไปในลักษณะที่เพื่อนๆ ร่วมห้องทนดูไม่ไหวก็ได้ จึงได้มีการรวมตัวส่งความเห็นลงในกล่องแดง เพื่อให้มีการแก้ไขเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปุจฉา “ห้องเชือด” บ้านปราณีมีจริงหรือไม่?

ดังนั้น จึงอาจจะเป็นที่มาของการนำเด็ก ๒ คนที่ถูกระบุไว้ในจดหมายแสดงความเห็นของเด็กๆ ที่ได้รับมาจาก “กล่องแดง” เข้าทำการสอบสวน และมีเจ้าหน้าที่ร่วมรับรู้ประมาณ ๖ คน โดยมี ผอ.ต้นเรื่องเปิดฉากข่มขู่เด็ก เพื่อให้เกิดการเข็ดหลาบด้วยการให้เด็กๆ ทั้งสองแสดงการมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน พร้อมทั้งยังให้บรรยายถึงความรู้สึกต่างๆ ต่อหน้าบุคคลที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ก่อนที่จะนำเหตุการณ์เหล่านั้นไปประจานต่อ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องประชุมนั้นได้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว หลังจากมีข้อความจากอินเตอร์เน็ตเขียนเป็นปริศนาต้องการให้มีการสอบสวนผอ.คนนี้ เพื่อนำไปลงโทษในฐานะมีความประพฤติไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯบ้านปราณี ซึ่งต้องปกครองเยาวชนร่วมร้อยคน
ซึ่งจากการย้อนดูวันที่เกิดเหตุคือวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ จนมาถึงต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๗ ทุกคนที่อยู่ภายในศูนย์ฯ ทั้งสถานฝึกฯ และสถานแรกรับ นอกเหนือจากบุคคลที่เข้าร่วมประชุม ๖ คนนั้นไม่เคยมีใครระแคะระคายถึงการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นนี้มาก่อน จนกระทั่งเมื่อข้อความทางอินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายมากขึ้น จึงทำให้ทางเจ้าพนักงานทั้งสองศูนย์ฯ ต่างสอบถามเรื่องราวกันจ้าละหวั่น จนจุดสุดท้ายที่ทุกคนสงสัยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “จริงหรือเท็จ” แต่เมื่อทุกๆ คนได้รับคำตอบว่า “จริง” ก็จะมีคำถามต่อไปว่า “เขาทำแบบนั้นทำไม”
ผู้ใหญ่เรียก ผอ.ฉาวเข้ากรมระงับเหตุด่วน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวได้สั่นสะเทือนถึงระบบระเบียบของสถานพินิจ ซึ่งกำลังจะมีมาตรการออกมาเป็นมาตรฐานในการเพิ่มความไว้วางใจให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถกลับตัวกลับใจ กลับไปใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดา โดยไม่หันไปกระทำผิดกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องราวอื้อฉาวในสถานพินิจหญิง (บ้านปราณี) ได้ตอกย้ำการใช้อภิสิทธิ์เกินขอบเขตของการลงโทษเด็ก โดยใช้อำนาจ และตำแหน่งเข้าไปบังคับขู่เข็ญเพื่อให้เกิดผลอย่างที่ต้องการ กลายเป็นเรื่องราวที่พูดกันปากต่อปาก หลังจากมีการเผยแพร่ข่าวสารด้วยอักษร “ย่อ” ในอินเตอร์เน็ตไม่ถึงเดือน
ซึ่งท้ายที่สุดเจ้าพนักงานภายในศูนย์ฯ คนเดิมได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุดังกล่าวทาง ผอ.ได้ถูกผู้ใหญ่ภายในกรมพินิจฯ เรียกตัวเข้าไปทำงานในกรมฯด่วน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อระงับเหตุที่อาจจะบานปลายขึ้น ถ้าไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง แต่ทว่าจากการสืบสวนเบื้องต้นของทีมงาน “ร่วมด้วยช่วยกัน” ได้ความว่า ยังมีพนักงานส่วนใหญ่ที่ยังปักใจเชื่อว่า การโยกย้าย ผอ.เข้ากรมฯ ในครั้งนี้ เป็นเพียงการยุติเรื่องให้เงียบลง ก่อนที่ผอ.คนเดิมจะกลับเข้ามารับตำแหน่งใหม่อีกครั้งเมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
อธิบดีกรมพินิจสั่งตั้งคณะกรรมการสอบ

เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้บังคับบัญชา เปิดเผย “ร่วมด้วยช่วยกัน” ว่า ทราบเรื่องนี้แล้ว ความจริงเป็นเรื่องที่มีการทำหนังสือร้องเรียนมายังต้นสังกัด ซึ่งเรื่องราวนั้นรายละเอียดและข้อสงสัยอีกหลายประเด็น ซึ่งตามข้อความที่ส่งโพสต์ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ต้องบอกก่อนว่ามีทั้งจริงและไม่จริง
“เรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณ ๖-๗ เดือนแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ แต่เท่าที่ทราบเบื้องต้นมีจุดน่าสงสัยหลายข้อ ก็คือ หนังสือร้องเรียนที่ส่งมายังทางต้นสังกัด ที่อยู่ที่กรมฯนั้น มีข้อความเหมือนกับที่โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ทั้งหมด เพียงแค่ตัดชื่อของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ออกไป ซึ่งก็แปลกใจไม่ได้ว่าทำหนังสือร้องเรียนมาแล้ว เหตุใดจึงนำไปโพสต์ให้สาธารณชนรับรู้อีก ทั้งที่ผลการสอบสวนยังไม่สรุปออกมาว่าใครผิดใครถูก ซึ่งโดยความเป็นธรรมแล้วตัวเองซึ่งในฐานะผู้บังคับบัญชาจะไม่เข้าไปยุ่งกับคณะกรรมการสอบสวนต้องรอสรุปจากคณะกรรมการ รวบรวมพยาน สอบพยาน แล้วรอสรุปส่งทางกระทรวงฯ ” อธิบดีวันชัยกล่าว
สำหรับคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวว่า ได้ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐ วันที่แล้ว หลังจากที่มีการโพสต์ลงในเว็บไซต์ ซึ่งได้ลงนามแต่งตั้งไปแล้ว แต่จำชื่อไม่ได้ ทราบว่าเป็นข้าราชการของกรมฯระดับซี ๘ ซี ๙ สองคน โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับคู่กรณีทั้งสองคน ซึ่งตามระเบียบแล้วภายใน ๖๐ วันจะต้องส่งรายงานมาหนึ่งครั้ง ก็ต้องรอผลการสอบสวน
เผยเหลี่ยมโต๊ะ(ล้ม)บอลจอมเจ้าเล่ห์

บ้านปราณีระส่ำผู้บริหารขัดขากันเอง
สำหรับต้นเหตุของเรื่องดังกล่าว ทางอธิบดีกรมพินิจฯ ได้กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเกิดจากความขัดแย้งของผู้บริหารของบ้านปราณีเอง เท่าที่ทราบคือ มีเจ้าหน้าที่ย้ายเข้ามาใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่โพสต์ร้องเรียนในเว็ปไซต์ดังกล่าว ทราบมาว่าก่อนที่เจ้าหน้าที่คนนี้จะย้ายมาที่บ้านปราณีก็ไปทะเลาะกับผอ.ที่เก่ามาก่อน ซึ่งทราบว่ามีทั้งเรื่องบ้านพัก เรื่องการลางาน ซึ่งความจริงตนเองไม่อยากที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการสอบ
“ตอนที่เขียนจดหมายร้องเรียนนั้น ตัวเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังไม่ได้ย้ายมาที่นี่เลย เพราะเรื่องมันเกิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าแกทราบมาได้อย่างไร เขียนเหมือนกับตาเห็นเลย แต่ก็ถือว่าไม่ใช่ประจักษ์พยานเพราะไม่ได้อยู่เหตุการณ์ ส่วนทางผอ.บ้านปราณีเองก็ทำหนังสือร้องเรียนมาเหมือนกันว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวนั้นไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติหน้าที่ คือต่างคนก็ต่างกล่าวหากัน ทางกรมก็เลยตั้งคณะกรรมการสอบทั้งสองฝ่าย และจับทั้งคู่ย้ายออกมาจากบ้านปราณีเพื่อสะดวกในการสอบสวน ”
เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีสองเรื่องแต่เกี่ยวโยงเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งอยากจะวิงวอนว่าเรื่องนี้อย่าด่วนตัดสินว่าใครผิดหรือถูกรอผลการสอบสวนออกมาก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการฟังความข้างเดียว และบางคนก็โยงไปในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เรียนตามตรงว่าทางกรมพินิจฯเองมีระเบียบ มาตรฐานในการที่จะดูแลเด็กเหล่านี้เปรอย่างดี มีขั้นตอนการตักเตือนลงโทษชัดเจน แต่ไม่ใช้วิธีแบบนี้แน่
ระบุชัดมีกฎเหล็กห้ามเด็กมีเพศสัมพันธ์

อธิบดีวันชัยกล่าวสรุปว่า เรื่องกฎระเบียบการห้ามมีเพศสัมพันธ์ในสถานพินิจ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มีข้อห้ามไว้ชัดเจน มีขั้นตอนระเบียบปฏิบัติว่า ถ้าเกิดเหตุแบบนี้จะต้องทำอย่างไร มีทั้งการตักเตือน ลงโทษ โดยมีหลักการว่า จะต้องเคารพในสิทธิเด็กและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แต่ถ้ามีการสอบสวนแล้วมีผลออกมา ว่ามีความผิดก็ต้องว่าไปตามระเบียบ
“อยากจะให้ข้อสังเกตไว้อย่างหนึ่งคือ คนที่ทำงานกับเด็กมา ๒๐ -๓๐ ปีอย่างที่บ้านปราณี กระทำการแบบนั้นไม่ได้หรอก ถ้าเป็นจริงก็ต้องลงโทษ บ้านปราณีนั้นเป็นสถานที่เปิด จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังอยู่แล้ว มีทั้งนักข่าว ประชาชนไปเยี่ยมชม ทางกรมเองไม่เคยปิดกั้น ขอให้ดูที่พฤติกรรมของคนที่กำลังหใข่าวกับความขัดแย้งที่ได้กล่าวไปแล้ว อย่างที่บอกว่าคนเขียนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และยังมีเรื่องทะเลาะกันอีก”
สำหรับบ้านปราณีที่ ต.คลองโยง พุทธมณฑล นครปฐมสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวมี เด็กและเยาวชนหญิงอยู่ประมาณ ๒๐๐ คน มีเจ้าหน้าที่ประมาณ ๔๐-๕๐ คนเป็นสถานที่รับเด็กและเยาวชนหญิงที่ศาลมีคำพิพากษาเด็ดขาดมาแล้ว จะถูกส่งตัวมาที่นี่ เฉพาะในเขต กทม. และปริมณฑล
สั่งสอบลูกน้องตัวเอง

สนองเหยื่ออารมณ์ ?

สำหรับเรื่องราวของ ผอ.ต้นเรื่องเกี่ยวกับการทำอนาจารเด็ก ในศูนย์ฯ ฝึกนั้นทางทีมงาน “ร่วมด้วยช่วยกัน” ได้สืบค้น เพื่อหาต้นเหตุแห่งอารมณ์ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจกระทำการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ได้รับการบอกเล่ามาจากเจ้าพนักงานภายในศูนย์ฯ ยิ่งตอกย้ำถึงนิสัยส่วนตัวที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองของผอ.คนดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งนี้เป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ทาง ผอ.ได้มีการทำจดหมายร้องเรียนถึงผู้ใหญ่เป็นการส่วนตัว ในกรณีเจ้าพนักงานอบรม และฝึกวิชาชีพ ๗ ในสถานฝึก และอบรมเด็ก และเยาวชนหญิง บ้านปราณีไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่สั่งการลงไป โดยได้มีการประจานเรื่องราวดังกล่าวต่อหน้าเจ้าพนักงานคนอื่นๆ ด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อทีมงาน “ร่วมด้วยช่วยกัน” สอบถามไปยังเจ้าพนักงานคนดังกล่าว เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่ถูกประจาน พร้อมกันนี้ถ้ามีกระบวนการสอบสวน หรือสืบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการนั้น
ทางเจ้าพนักงานที่โดนกล่าวหาก็มีพยานรู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ทางเจ้าพนักงานที่ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของผอ.นั้น ได้กล่าวว่า ตอนนี้ถึงแม้ว่าเรื่องราวการ “ขอคืนตัวข้าราชการกลับสู่กรมพินิจฯ” ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของอธิบดีฯ ถึงกระนั้นด้วยความที่ตัวเองมีหลักฐาน และพยานพร้อมที่จะนำมายืนยันการทำงานที่ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง หรือกระทำการใดๆ ตามที่ถูกดุด่าว่ากล่าวในที่สาธารณชนว่า “การประชุมครั้งต่อไปจะไม่ส่งไป เพราะไม่ get กับเรื่องที่ไปประชุม” จึงไม่หวั่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากเท่าใดนัก ต่อข้อซักถามถึงเรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับผอ.นั้น เจ้าพนักงานคู่กรณีไม่ขอพาดพิงถึง แต่กลับบอกแต่เพียงว่า ถ้าเป็นตัวเองนั้นจะไม่ตัดสินเด็ก หรือว่ากล่าวตักเตือนเด็กด้วยวิธีการดังที่เกิดเป็นเหตุนั้นอย่างแน่นอน หรือว่าถ้าจะกล่าวถึงการเป็นสาวแก่ จนทำให้อารมณ์แปรปรวน และเกิดการกระทำที่อื้อฉาวนี้ก็คงต้องขอเถียง ทั้งนี้เป็นเพราะว่าตัวเองก็เป็น “สาวแก่” เช่นกัน
สถานพินิจฯ ขาดแคลนนักจิตวิทยา

จุดอ่อนต้องเร่งแก้ทั้งคนคุมและเด็ก

จากการเข้าไปสำรวจภายในสถานแรกรับเด็ก และเยาวชนหญิง (บ้านปราณี) ที่ปากคลอง โดยได้รับความร่วมมือจากนางเกษร ไพหก หัวหน้าสถานแรกรับเด็ก และเยาวชนหญิง เป็นอย่างดีนั้นปรากฏว่า สภาพแวดล้อมที่ห้องล้อมไปด้วยต้นไม้จึงทำให้บริเวณภายในแม้จะถูกปิดกั้นด้วยกำแพงสูง และประตูที่ปิดตาย ซึ่งคนที่จะเดิน-เข้าออกนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ควบคุม กลับไม่ได้ทำให้เด็กๆ หรือเยาวชนที่ถูกควบคุมรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย โดยเฉพาะตารางกิจกรรมต่างๆ และช่วงเวลาสันทนาการที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย แม้ว่าจะถูกควบคุมตัวอยู่ก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้นางเกษร กล่าวว่า มีเพียงช่วงสัปดาห์แรกเท่านั้นที่จะต้องให้มีเจ้าพนักงานคอยดูแลเป็นพิเศษ เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาใหม่ๆ จะรับกับสภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ “บางคนอาจจะโดนตำรวจขู่มาว่าเข้ามาในศูนย์ฯนี้จะต้องโดนรับน้องแน่ๆ หรือบางครั้งอาจจะได้รับฟังมาจากคนอื่นๆ จนเกิดความกลัว ซึ่งในช่วงนี้ทางศูนย์ฯจะให้ทางนักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยค่อนข้างบ่อย แต่ถึงกระนั้นบางครั้งก็ไม่สามารถทำได้บ่อยนัก เพราะนักจิตวิทยามีเพียงคนเดียว และเป็นลูกจ้างชั่วคราวอีกต่างหาก”
ซึ่งในเรื่องนี้ทางนางเกษร กล่าวว่า ได้ขอบุคลากรที่เป็นนักจิตวิทยากับทางกรมฯ แล้ว ซึ่งทางกรมฯก็รับปากที่จะจัดหามาให้ ขณะที่ในความเป็นจริงของสถานพินิจฯเกือบทุกแห่งจะค่อนข้างขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้ อย่างเช่น สถานพินิจ (บ้านเมตตา) ที่มีนักจิตวิทยา ๒ คนกับเด็กๆ ที่มีประมาณ ๓๐๐ คน หรือที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือที่บ้านกรุณาที่มีนักจิตวิทยาคนเดียวต่อคนประมาณ ๕-๖ ร้อยคน ทั้งนี้นางเกษร กล่าวถึงบุคลากรที่ขาดแคลนภายในศูนย์ฯ หลังจากศูนย์ฝึกฯ แยกตัวออกเป็นเอกเทศ ต่อว่า ทางศูนย์ฯมีอัตราในการเปิดรับพยาบาลที่ขาดแคลนอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ความสนใจจากผู้ที่ประกอบอาชีพดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น และกว่าจะได้เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำจะต้องมีการสอบตามขั้นตอนที่ทางราชการได้ระบุไว้ ดังนั้นพยาบาลอาชีพส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเข้าไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า
ปัญหาใหญ่เยาวชนไทย

ร้อยละ ๒๐ทำผิดซ้ำสอง

เพราะสภาพแวดล้อมเดิม สำหรับเด็ก หรือเยาวชนหญิงในสถานแรกรับ (บ้านปราณี) ปากคลองนั้น นางเกษร กล่าวว่า กว่าร้อยละ ๒๐ จากจำนวนเด็กที่ดูแลอยู่ประมาณ ๖๐ คน โดยแยกออกไปเป็นเด็กที่ต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพ.ร.บ.ที่ระบุไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประมาณ ๒๐ คน ส่วนที่เหลือประมาณ ๔๐ คนจะถูกต้องโทษในกรณีลักทรัพย์ หรือฉกชิงวิ่งราวเป็นส่วนใหญ่ โดยมีอายุตั้งแต่ ๑๓ -๑๗ ปี อีกทั้งในอนาคตนางเกษร กล่าวว่า เป็นไปได้ที่แนวโน้มของเด็กจะมีอายุน้อยลงกระทำความผิดมากขึ้น โดยเฉพาะคดีเสพยา ทั้งนี้เป็นเพราะว่าด้วยสภาพแวดล้อม สภาพครอบครัว ที่เป็นปัจจัยหลักในการชักนำให้เด็กๆ กระทำความผิด “บางคนต้องโทษ เพราะผู้ใหญ่ และผู้ที่มีพระคุณ ตั้งแต่พ่อแม่ แฟน เพื่อนๆ ได้ชักจูง หรือบังคับให้กระทำความผิดนั้น หรือบางคนที่ต้องโทษในคดีลักทรัพย์ส่วนใหญ่มักจะเป็นคดีที่ไม่อุกฉกรรจ์ เป็นการลักทรัพย์เพื่อประทังชีวิต หรือยังชีพในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น”
ซึ่งทางนางเกษร กล่าวต่อว่า จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจนัก ถ้ามีเด็กๆ หรือเยาวชนกว่าร้อยละ ๒๐ ที่เคยผ่านสถานแรกรับฯ ก่อนที่ศาลจะพิจารณาไม่เอาโทษนั้น เมื่อกลับไปอยู่ในสถานที่มีสภาพแวดล้อมเดิมๆ หรือสภาพครอบครัวเดิมๆ วงจรชีวิตที่หมุนเป็นวัฏจักร ก็ผลักให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง ดังนั้นสถานแรกรับฯ จึงเป็นได้เพียงการดูแลที่ปลายเหตุ และบางครั้งอาจจะเกือบสายเกินไป ซึ่งในเรื่องนี้ทางนางเกษร กล่าวว่า ทางที่ถูกต้อง และสามารถแก้ไขได้ตรงจุดน่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อเข้าไปรองรับ หรือดูแลครอบครัวในชุมชนต่างๆ ที่มักจะก่อปัญหาต่างๆ ให้กับสังคม พร้อมๆ กับรับเอาเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นมาหาทางแก้ไขเป็นมุมกว้างต่อไป
เปิดเอกสาร “จดหมายลับ”

หนังสือร้องเรียนกามฉาว

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของหนังสือร้องเรียนที่เจ้าหน้าที่ซึ่งนำเอาข้อมูลเรื่องวิธีการสอบสวนของ “บ้านปราณี”มาเปิดเผยต่อสาธารณชน ผ่านทางเว็บไซต์ปริศนา โดยเป็นเนื้อความเดียวกันกับที่ส่งไปยังต้นสังกัดคือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งทางอธิบดีกล่าวว่าเป็นหนังสือฉบับเดียวกัน…
“…ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของศูนย์ฝึกและอบรมฯ บ้านปรานี ใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำการ…ละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งที่ท่านจะได้รับรู้ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเพื่อนเราที่กระทำผิดจนต้องเข้าไปรับโทษตามกฎหมาย…บ้านปราณี (สถานพินิจฯ) หากเป็นเพียงโทษทางกฎหมายก็คงไม่มีอะไรที่จะต้องมาแถลงให้ท่านทราบ แต่นี่…เรื่องข้าราชการใช้อำนาจในทางมิชอบ
กระทำการอันเรียกได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เวลาประมาณ ๐๙… น.ส….ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บ้านปรานีได้มีคำสั่งเรียกตัวเยาวชนหญิงสองคน คือ
๑. น.ส………..
๒. น.ส………..
เข้าไปในห้องประชุมพร้อมกันนั้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ ๖ คน คือ
๑. น.ส……….
๒. นาง……….
๓. นาง……….
๔. นาง……….
๕………………
๖……………….
…………เข้าร่วมในการสอบสวนเยาวชนทั้งสองคนด้วย ข้อกล่าวหาว่าเยาวชนทั้งสองคนมีเพศสัมพันธ์กัน (หญิงรักหญิง) โดย น.ส………….ผอ.ศูนย์ได้……..ด้วยวาจาที่หยาบคาย เหยียดหยาม ไร้มนุษยธรรม ไร้คุณธรรมและไร้จรรยาบรรณ
นอก….น.ส……..ผอ.ศูนย์ยังได้ข่มขู่ให้เยาวชนทั้งสองแสดงการมีเพศสัมพันธ์แบบหญิงกับหญิง…ให้ดู…..และให้บอกความรู้สึกไปด้วย ในระหว่างนั้นเยาวชนทั้งสองมีอาการหวาดกลัวและร้องไห้ตลอดเวลา มีอาการ…..ตัวสั่น…คล้ายจะเป็นลม พร้อมกันนั้น น.ส……..ผอ.ศูนย์ฯยังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่….ร่วม…สอบสวนเยาวชนทำการบันทึกภาพไว้ และข่มขู่ว่าจะส่งให้พ่อแม่ของเยาวชนทั้งสองดูและหากเยาวชนทั้งสองไม่กระทำตามที่สั่งจะนำตัวออกไปประจานข้างนอก ระหว่างที่เยาวชนกระทำตามคำสั่งของน.ส……ผอ.ศูนย์เจ้าหน้าที่บางคนที่ทนรับการกระทำของ น.ส…..ผอ.ศูนย์ฯไม่ได้ก็เดินหนีไป
หลังจาก…น.ส…….ผอ.ศูนย์ฯกลับนำเรื่องราวในห้องประชุมออกมาประจานในการทำกิจกรรม…..โดยบังคับให้เยาวชนทั้งสองคนออกไปยืนหน้าแถวแล้ว น.ส………ผอ.ศูนย์ ก็ประกาศต่อหน้าเยาวชน………เยาวชนทั้งสองมีพฤติกรรมเป็นพวกรักร่วมเพศ ทำให้ น.ส………..ถึงกับร้องไห้ด้วยความ…….และ…..น.ส…..ผอ.ศูนย์ฯจะนำเยาวชนทั้งสองไปประจาน นักจิตวิทยาได้ขอร้อง น.ส……ผอ.ศูนย์…..อย่าได้ทำเช่นนั้น พร้อมกับขอรับตัวเยาวชนไปเพื่อให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำที่ถูกต้องต่อไป……
น.ส……ผอ.ศูนย์ฯด่าว่าและไล่ออกจากห้องประชุม(การครั้งนี้ทำให้นักจิตวิทยาจะลาออกสิ้นเดือน…….
กิจกรรมดังกล่าว พวกเราชาวศูนย์ฯจึงจำเป็นต้องมาขอร้อง ความเป็นธรรม และความเมตตา……ทั้งสองจากการถูก น.ส……ผอ.ศูนย์ฯผู้เป็นข้าราชการซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ไม่ชอบต่อ…….เยาวชนในบ้านปรานีแต่กลับใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน…..เยาวชนทั้งสองได้รับความอับอายไม่รับฟังคำทัดทานของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งยังข่มขู่ข้าราชการและ…..ว่า “ผู้ใหญ่ในกระทรวงเข้าข้างฉันโดยเฉพาะปลัดกระทรวงและอธิบดีก็เข้าข้างฉัน……ตอนนี้พวกเราหวังว่า ท่านผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจจะดำเนินการสอบสวนและลงโทษ น.ส…..ผอ.ศูนย์….ประพฤติไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯบ้านปรานี โปรดอย่าปล่อยให้คนชั่ว…….เหล่านี้ต่อไปอีกเลย เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
กรรมการคุ้มครองสิทธิ์เด็กและสตรีมาทำการสอบถามเจ้าหน้าที่ทั้ง ๖ คน แล้วท่านจะได้ทราบ…….บ้างในศูนย์ฯบ้านปรานี (แดนสนธยา)
ขอแสดงความนับถือ
……..บ้านปรานี
………หมายเหตุ เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อความยุติธรรม จึงไม่สามารถ…..ชื่อ นามสกุลของบุคคลที่ถูกกล่าวถึงได้ หากท่านใดที่สามารถดำเนินการหรือช่วยเหลือ……..ฝากเป็น e-mail ไว้แล้วเราจะติดต่อไปยังท่านเอง…”