ข่าวใหม่วันนี้

หัวแครอท 1 : ฌูลส์ เรอนาร์ด

            เล้าไก่

“ฉันพนันได้เลยว่าโอโนรีนลืมปิดเล้าไก่อีกตามเคย” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น
จริงดังว่า จากหน้าต่างมองไปในความมืดจนสุดลานบ้านจะเห็นหลังคาเล้าไก่ตัดกับประตูสี่เหลี่ยมสีดำเปิดอยู่
“เฟลิกซ์ แกไปปิดประตูเล้าไก่ทีสิ” มาดามเลอปิกพูดกับลูกชายคนโตในบรรดาลูกๆทั้งสามของเธอ
“ผมไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อเลี้ยงไก่นะแม่” เฟลิกซ์ตอบ เด็กชายตัวขาวเผือดท่าทางเฉื่อยชาและขี้ขลาด
“แล้วแกล่ะแอร์เนสตีน”
“โอ๊ย ฉันเหรอแม่ ฉันกลัวจะตาย”
เฟลิกซ์พี่ชายคนโตกับน้องสาวแอร์เนสตีน แทบจะไม่เงยหน้าตอบแม่ ทั้งสองกำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ ข้อศอกวางเท้าบนโต๊ะ หน้าผากแทบจะชนกัน
“โธ่เอ๊ย ฉันนี่โง่จริงๆ” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “ฉันลืมไปเลย หัวแครอทไปปิดประตูเล้าไก่ทีสิ”
นางตั้งชื่อที่น่ารักน่าชังนี้ให้กับลูกชายคนเล็กเพราะเขามีผมสีแดงและผิวกระดำกระด่าง หัวแครอทที่กำลังเล่นไร้สาระอยู่ใต้โต๊ะลุกขึ้นและพูดอย่างอายๆว่า
“แต่แม่ฮะ ผมก็กลัวเหมือนกัน”
“ปัทโธ่” มาดามเลอปิกสวนกลับ “หนุ่มใหญ่อย่างแกนี่นะ ล้อเล่นไปได้ รีบๆเข้าเถอะน่า”
“เขารู้กันทั้งนั้นแหละว่าหัวแครอทน่ะกล้าหาญราวกับแพะ” แอร์เนสตีนพี่สาวพูดขึ้น
“เจ้านี่ไม่เคยกลัวอะไรหรือใครหน้าไหนทั้งนั้น” เฟลิกซ์พี่ชายคนโตเสริม
คำชมของพี่ๆ ทำให้หัวแครอทรู้สึกหึกเหิมและกลัวเสียศักดิ์ศรีหากไม่ได้ทำตัวให้สมกับคำชม เขารวบรวมความกล้าอีกครั้ง และแม่ก็ยังเป็นกำลังใจให้โดยจะทำท่าจะฟาดให้สักเผียะ
“อย่างน้อยก็ช่วยไปส่องทางให้ผมหน่อย” เขาพูดขึ้น
มาดามเลอปิกยักไหล่ ส่วนเฟลิกซ์ยิ้มเยาะ มีเพียงแอร์เนสตีนคนเดียวที่รู้สึกเวทนาจึงหยิบเทียนมาเล่มหนึ่ง แล้วเดินไปเป็นเพื่อนน้องชายจนสุดระเบียงบ้าน
“ฉันรออยู่นี่แหละ” นางบอก
แต่แล้วนางก็ผวาวิ่งหนีไปทันทีเมื่อลมพัดมาวูบใหญ่จนแสงเทียนหริบหรี่และดับลง
เจ้าหัวแครอทก้นติดหนึบ ส้นติดแน่น เขาเริ่มตัวสั่นอยู่ในความมืด ทุกอย่างช่างมืดมิดจนรู้สึกราวกับคนตาบอด
บางครั้งลมแรงพัดมาห่อหุ้มตัวไว้ราวกับผ้าห่มอันเย็นยะเยือกที่จะพัดพาเขาไป พวกหมาจิ้งจอกหมาป่ามิได้กำลังหายใจรดนิ้วมือและแก้มเขาอยู่หรือนี่ ทางที่ดีที่สุดก็ต้องวิ่งเดาสุ่มไปยังเล้าไก่ และยื่นหัวไปข้างหน้าเพื่อฝ่าทะลุเงาอันมืดสลัว เขาคลำหาจนเจอตะขอเกี่ยวประตู เสียงฝีเท้าเขาทำให้พวกไก่แตกตื่นร้องระงมอยู่บนขอนไม้ หัวแครอทตะโกนใส่ไก่
“เงียบๆ ฉันเอง”
เขาปิดประตูและรีบวิ่งออกไป แขนและขาราวกับติดปีกบิน เมื่อเขากลับมาถึงบ้านตัวหอบโยนอย่างภูมิใจในตัวเอง ท่ามกลางความร้อนและแสงสว่าง เขารู้สึกราวกับได้ถอดเสื้อผ้าตัวเก่าเปื้อนฝนและโคลนออก และสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เบาสบาย เขายืนยิ้มตัวตรงรอคำชมด้วยความภาคภูมิใจ ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วและมองหาร่องรอยความรู้สึกเป็นห่วงกังวลบนใบหน้าของแม่และพี่ๆ
แต่เฟลิกซ์พี่ใหญ่และแอร์เนสตีนพี่สาวยังคงอ่านหนังสือกันอย่างเงียบๆ มาดามเลอปิกบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
“หัวแครอท แกไปปิดประตูเล้าไก่ทุกคืนด้วยล่ะ”

นกกระทา

ตามปรกติเหมือนเช่นเคย เมอซิเออร์เลอปิกเทย่ามใส่สัตว์ที่ล่ามาได้ลงบนโต๊ะ ในย่ามมีนกกระทาอยู่สองตัว พี่เฟลิกซ์จดลงบนกระดานดำที่แขวนอยู่ข้างกำแพงตามหน้าที่  เด็กๆ แต่ละคนจะมีหน้าที่ของตนเอง พี่แอร์เนสตีนเป็นคนถลกหนังและถอนขนสัตว์ ส่วนหัวแครอทมีหน้าที่กำหนดมาโดยเฉพาะให้เป็นคนลงมือฆ่าสัตว์บาดเจ็บพวกนี้ให้แดดิ้นไป เขาได้รับเอกสิทธิ์นี้เพราะหัวใจตายด้านอันแข็งแกร่งเลื่องชื่อของเขา
นกกระทาสองตัวนั้นดิ้นพรวดพราดและส่ายคอไปมา
มาดามเลอปิก: จะฆ่าก็ฆ่าสิ มัวรีรออะไรอยู่เล่า
หัวแครอท: แม่ฮะ ผมอยากให้ถึงตาผมเขียนกระดานดำบ้าง
มาดามเลอปิก: กระดานดำน่ะมันสูงไปสำหรับแก
หัวแครอท: ถ้างั้นผมก็อยากถอนขนพวกมันบ้าง
มาดามเลอปิก: มันไม่ใช่งานของลูกผู้ชาย
หัวแครอทหยิบนกกระทาทั้งสองตัวขึ้นมาและพวกเขาก็บอกแกมบังคับถึงวิธีปฏิบัติภารกิจกับหัวแครอท
“บีบพวกมันเข้าตรงนั้น แกก็รู้ดีนี่ ที่คอน่ะ ตรงที่ขนมันปัดไปอีกทางน่ะ”
เขาจับหลังนกกระทาไว้ในมือข้างละตัว แล้วเริ่มลงมือ
เมอซิเออร์เลอปิก: ทั้งสองตัวพร้อมกันเลยหรือวะ เจ้านี่
หัวแครอท: จะได้เสร็จเร็วขึ้นไงฮะ
มาดามเลอปิก: ไม่ต้องทำเป็นสำออย ในใจแกคงจะอิ่มเอมเปรมปรีดิ์อยู่ล่ะสิ
นกกระทาต่อสู้ดิ้นรนสุดแรง ปีกกระพือพรึบพรับ ขนปลิวว่อนไปทั่ว ไม่มีวันที่พวกมันจะยอมจบชีวิต ให้เอามือเพียงข้างเดียวบีบคอเพื่อนยังจะง่ายเสียกว่า เขาจับพวกมันหนีบไว้ด้วยเข่าทั้งสองข้าง และใบหน้าของเขาซึ่งประเดี๋ยวก็แดงก่ำประเดี๋ยวก็ขาวซีดนั้นโชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาเงยหน้าขึ้นจะได้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นและบีบแรงขึ้นกว่าเดิม
พวกมันยังคงดื้อแพ่ง
ความเดือดดาลต้องการให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นเข้าครอบงำ เขาจึงจับตีนพวกมันและฟาดหัวลงบนปลายรองเท้าหุ้มส้นของตน
“โห ไอ้ป่าเถื่อน  ไอ้ป่าเถื่อน”  พี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนร้องตะโกน
“ที่จริงมันก็ทำงานได้ประณีตขึ้นนะ” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “เจ้าสัตว์ที่น่าสงสารเอ๊ย  เวลาอยู่ระหว่างเขี้ยวเล็บของเจ้านี่ ฉันไม่อยากอยู่ในสภาพเดียวกับพวกแกเลย”
แม้แต่เมอซิเออร์เลอปิก นักล่าสัตว์อาวุโสยังรู้สึกคลื่นเหียนเดินออกไป
“นี่ฮะ” หัวแครอทพูดขึ้น โยนนกกระทาสิ้นลมลงบนโต๊ะ
มาดามเลอปิกจับพวกมันพลิกไปพลิกมา กะโหลกเล็กๆแตกร้าวมีเลือดไหลออกมาปนกับมันสมองนิดหน่อย
“ถึงเวลาที่ต้องเอานกกระทาออกจากเจ้าหัวแครอทเสียแล้ว” นางบอก “มันทำงานชุ่ยพอไหม”
พี่เฟลิกซ์พูดว่า: “ดูท่าจะไม่ดีเหมือนครั้งก่อนๆ หรอกฮะ”

หมามัน…

เมอซิเออร์เลอปิกกับพี่แอร์เนสตีนนั่งเท้าแขนอยู่ใต้โคมไฟ คนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ อีกคนกำลังอ่านหนังสือที่ได้ตนรางวัลมา มาดามเลอปิกกำลังถักไหมพรม พี่เฟลิกซ์นั่งเอาขาผิงไฟ และหัวแครอทนั่งอยู่บนพื้นคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ทันใดนั้นปิรามที่นอนอยู่ใต้พรมฟางเช็ดเท้าก็ส่งเสียงคำรามฮึ่มๆ
“ชู่”  เมอซิเออร์เลอปิกทำเสียง
ปิรามคำรามดังกว่าเก่า
“ไอ้งี่เง่า”  มาดามเลอปิกพูดขึ้น
แต่แล้วปิรามก็เห่าขึ้นอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวทำเอาทุกคนสะดุ้ง มาดามเลอปิกเอามือกุมหัวใจไว้ เมอซิเออร์เลอปิกตาขวางและขบฟันแน่นจ้องเจ้าหมา พี่เฟลิกซ์สบถด่า และในไม่ช้าเสียงก็ฟังไม่ได้ศัพท์
“แกจะหุบปากเสียทีได้ไหม ไอ้หมาเวร  หุบปากซะ ไอ้งั่ง”
ปิรามเห่าเสียงดังกว่าเก่า มาดามเลอปิกจึงฟาดมันไปหลายฉาด เมอซิเออร์เลอปิกเอาหนังสือพิมพ์ของเขาตีมัน จากนั้นตามด้วยฝ่าเท้า ปิรามร้องโหยหวนนอนท้องแบนราบกับพื้น ลู่จมูกลงเพราะกลัวถูกตีและดูเหมือนมันจะโมโหมาก เอาปากกระแทกกับพรมฟางเช็ดเท้าแล้วเห่าติดๆ กันหลายครั้ง
พวกเลอปิกโมโหจนหายใจไม่ออก พวกเขายืนเอาเป็นเอาตายกับหมาที่นอนจ้องพวกเขาอย่างต้องการเอาชนะ
กระจกหน้าต่างเสียดสีกันเสียงดัง ปล่องไฟสั่นสะเทือนและแม้แต่พี่แอร์เนสตีนยังร้องเสียงหลง
ถึงกระนั้น หัวแครอทก็ยังออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่มีใครสั่ง บางทีคนจรจัดที่กลับดึกอาจจะเดินผ่านบนถนนและกำลังกลับบ้านอย่างเงียบๆ เว้นเสียแต่ถ้าเขากำลังปีนกำแพงในสวนมาลักขโมยของ
หัวแครอทเดินไปตามทางยาวของระเบียงมืดมิด ยื่นแขนทั้งสองไปทางประตู จับสลักประตูเลื่อนออกอย่างดัง หากไม่ได้เปิดประตูออก
เมื่อก่อน เขาเคยเสี่ยงอันตรายออกไปข้างนอก ทั้งผิวปาก ร้องเพลง กระทืบเท้าและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข่มขวัญศัตรู
วันนี้เขาใช้เล่ห์อุบาย
ขณะที่พ่อแม่ของเขากำลังจินตนาการว่าเขากำลังค้นหาทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างห้าวหาญ และเดินเวียนรอบบ้านเฉกเช่นยามรักษาการผู้ภักดี หัวแครอทหลอกพวกเขาและยืนแอบอยู่หลังประตู สักวันเขาคงจะถูกหยิกเข้าให้ แต่อุบายของเขาก็ใช้ได้ผลมานานนมแล้ว
เขากลัวแต่ว่าจะไอหรือจามออกไปเท่านั้น เขากลั้นลมหายใจไว้และถ้าเหลือบตาขึ้นมอง เขาก็จะแลเห็นดวงดาวสองสามดวงส่องแสงเจิดจ้าจนทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกจากทางหน้าต่างบานเล็กเหนือประตู
แต่แล้วก็ถึงเวลากลับเข้าบ้าน แผนการนี้จะต้องไม่ยืดเยื้อยาวนานเกินไป อาจทำให้เกิดความระแวงสงสัยขึ้นได้
เขาใช้สองมืออันเบาะบางของเขาขย่มสลักประตูอันหนักอึ้งเสียงเอี๊ยดอ๊าด สอดกลับเข้ารูกลอนประตูขึ้นสนิม และดันสลักประตูส่งเสียงดังไปจนสุดรูกลอนอีกครั้ง เสียงอึกทึกนี้ทำให้คาดเดากันว่าเขากลับมาจากที่ห่างไกลและได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว เขารู้สึกจักจี้ที่สันหลังและรีบวิ่งไปคลายกังวลครอบครัวของเขา
อนึ่ง เฉกเช่นคราวก่อนๆ ระหว่างที่เขาไม่อยู่ ปิรามได้หุบปากเงียบและพวกเลอปิกที่อยู่ในความสงบต่างกลับไปนั่งยังประจำของตน และแม้ว่าจะไม่มีผู้ใดเอ่ยถาม หัวแครอทก็พูดขึ้นตามความเคยชินว่า
“หมามันฝันไปน่ะฮะ”

 ฝันร้าย

หัวแครอทไม่ชอบพวกเพื่อนๆ ของครอบครัว พวกเขารบกวนหัวแครอท โดยการยึดเตียงของเขาและบังคับให้เขาต้องไปนอนกับแม่
อนึ่ง ถ้ากลางวันเขามีข้อเสียทุกข้อ กลางคืนเขามีข้อเสียหลักคือการนอนกรน เขาต้องจงใจกรนเป็นแน่แท้
ห้องนอนใหญ่ที่หนาวเหน็บแม้แต่ในหน้าร้อนเดือนสิงหาคม มีเตียงตั้งอยู่สองเตียง เตียงหนึ่งเป็นของเมอซิเออร์เลอปิกและหัวแครอทจะไปงีบหลับข้างๆ แม่ของเขาด้านในสุดของเตียงอีกเตียง
ก่อนนอน เขากระแอมไอเบาๆ อยู่ใต้ผ้าห่มเพื่อให้คอโล่ง แต่ว่าบางทีเขาอาจจะกรนทางจมูก เขาจึงหายใจออกอย่างแผ่วเบาทางรูจมูกทั้งสองข้างเพื่อให้แน่ใจว่ารูจมูกนั้นปลอดโปร่ง เขาฝึกที่จะไม่หายใจแรงเกินไป
แต่แล้วทันทีที่หลับไป เขาก็กรนออกมา ราวกับว่าเป็นความหลงใหลอย่างหนึ่ง
ทันใดนั้น มาดามเลอปิกเอาเล็บทั้งสองจิกลงบนแก้มก้นตรงที่จ้ำม่ำที่สุดจนเข้าเนื้อ นางได้เลือกใช้วิธีการนี้
เสียงร้องของหัวแครอทปลุกเมอซิเออร์เลอปิกสะดุ้งตื่นพรวด และถามขึ้นว่า
“แกเป็นอะไรไปวะ”
“มันฝันร้ายน่ะ” มาดามเลอปิกบอก
แล้วนางก็ฮัมเพลงเบาๆ ทำกิริยาท่าทางแบบคนเลี้ยงเด็ก ด้วยท่วงทำนองเห่กล่อมที่ฟังละม้ายคล้ายเพลงอินเดียนแดง
หน้าผากและเข่าทั้งสองดันกำแพงราวกับต้องการพังมันลงมา มือทั้งสองจับก้นไว้เพื่อป้องกันตัวจากรอยหยิกที่จะมาเยือนเมื่อเสียงสั่นสะเทือนระลอกแรกดังขึ้น หัวแครอทผล็อยหลับลงอีกครั้งบนเตียงใหญ่ที่เขาหลับพักผ่อนอยู่ข้างๆ แม่ของเขาด้านในสุดของเตียง

 ด้วยความเคารพ

เราสามารถบอกหรือควรจะเล่าเรื่องนี้หรือไม่หนอ หัวแครอทอยู่ในวัยที่คนอื่นๆ เข้ารับศีลของคริสต์ศาสนิกชนด้วยจิตใจและร่างกายอันขาวบริสุทธิ์กันหมดแล้ว แต่เขานั้นยังคงแปดเปื้อนอยู่ คืนหนึ่งเขารอนานเกินไปและไม่กล้าบอกออกมา
เขาหวังว่าวิธีบิดตัวไปมาทีละนิดๆ จะช่วยทำให้ความตะครั่นตะครอทุเลาลงได้
หวังมากไปหน่อยกระมัง
อีกคืนหนึ่งเขาฝันว่ากำลังนั่งพิงเสาหลักกิโลเมตรอยู่อย่างสบายห่างไกลผู้คน จากนั้นเขาก็ปฏิบัติกิจอยู่ใต้ผ้าห่มโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่และนอนหลับสนิท เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็ต้องตกตะลึงเพราะไม่มีหลักกิโลเมตรอยู่ข้างตัวอีกต่อไป
มาดามเลอปิกไม่ได้แสดงอาการเกรี้ยวโกรธแต่อย่างใด  นางเช็ดทำความสะอาด ท่าทางสงบนิ่งและผ่อนปรนอ่อนโยนด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ และเช้าวันรุ่งขึ้น หัวแครอทยังได้กินอาหารเช้าก่อนจะลุกออกจากเตียง ราวกับเด็กถูกตามใจด้วยซ้ำไป
ใช่แล้ว มีคนยกซุปของเขามาให้ถึงเตียง เป็นซุปที่เตรียมไว้อย่างพิถีพิถันซึ่งมาดามเลอปิกได้ใช้ทัพพีไม้คนให้ละลายเข้ากันแต่เพียงเล็กน้อย โอ้  น้อยจริงๆ
ที่หัวเตียงของเขา พี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนเฝ้าดูหัวแครอทด้วยท่าทางมีพิรุธ และพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะทันทีที่มีการให้สัญญาณครั้งแรก มาดามเลอปิกป้อนอาหารคำละน้อยๆ ให้ลูกชายนาง หางตาของนางชำเลืองคล้ายกำลังบอกพี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนว่า
“ระวัง  เตรียมตัวให้พร้อม”
“ครับ/ค่ะแม่”
พวกเขาสนุกสนานกันล่วงหน้ากับหน้าตาอันบูดเบี้ยวที่กำลังจะเริ่มมีให้เห็นในไม่ช้า น่าจะเชิญเพื่อนบ้านมาสักสองสามคน ในที่สุดมาดามเลอปิกได้ส่งสายตาครั้งสุดท้ายให้กับพี่ๆ ทั้งสองราวกับจะถามพวกเขาว่า “พวกแกพร้อมหรือยัง” นางยกช้อนคำสุดท้ายขึ้นอย่างช้าๆ และดันช้อนเข้าไปในปากอ้ากว้างจนถึงคอหอยของหัวแครอท นางทั้งยัดทั้งดันและบังคับให้กิน พร้อมพูดกับเขาอย่างเยาะเย้ยและสะอิดสะเอียน
“หึ  เจ้าตัวโสโครกของฉัน แกกินเข้าไปแล้ว แกกินเข้าไปแล้ว และยังมีของแกอีกและของเมื่อวานด้วย”
“ผมกะแล้วเชียว” หัวแครอทตอบเรียบๆโดยไม่ได้แสดงสีหน้าอย่างที่ใครคาดหวังไว้
เขาชินเสียแล้วและเมื่อคนเราเคยชินกับอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่ตลกอีกต่อไป

กระโถน

I

ด้วยความที่เกิดเรื่องโชคร้ายบนเตียงเคยขึ้นกับเขาบ่อยครั้ง ในแต่ละคืนหัวแครอทจึงต้องเตรียมการป้องกันล่วงหน้าอย่างดิบดี ตอนหน้าร้อนนั้นง่ายอยู่ พอถึงเวลาเก้าโมงเมื่อมาดามเลอปิกสั่งให้เขาเข้านอน หัวแครอทก็ออกไปเดินวนข้างนอกด้วยความสมัครใจและค่ำคืนก็ผ่านไปอย่างสงบ
ในหน้าหนาวนั้น การออกไปเดินป่วนเปี้ยนข้างนอกเป็นงานที่หนักหนาสาหัส แม้ว่าเขาได้พยายามเตรียมการป้องกันขั้นแรกทันทีที่ความมืดคืบคลานมาตอนไปปิดเล้าไก่ เขาได้แต่หวังเพียงว่าการป้องกันนี้จะเพียงพอไปจนถึงรุ่งเช้า พวกเขากินอาหารค่ำและหาอะไรทำฆ่าเวลาก่อนถึงเวลาสามทุ่ม ยามค่ำคืนผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว และยังจะดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด หัวแครอทจึงจำต้องเตรียมการป้องกันล่วงหน้าขั้นที่สอง
และคืนนี้ก็เช่นเดียวกับทุกๆ คืน เขาถามตัวเองว่า
“ฉันอยากไหมนะ” เขาถามตัวเอง “หรือว่าฉันไม่อยาก”
โดยปรกติแล้วเขาจะตอบว่า อยาก ทั้งนี้เพราะเขาไม่อาจถอยหลังกลับได้แล้วจริงๆ หรือไม่ก็เพราะดวงจันทร์ที่ทอแสงคอยเป็นกำลังใจให้เขา บางครั้งเมอซิเออร์เลอปิกกับพี่เฟลิกซ์ทำตัวอย่างให้เขาดู อีกอย่างความจำเป็นก็ไม่ได้บังคับให้เขาต้องไปไกลจากบ้านจนถึงคูทางข้างถนนหรือจนเกือบถึงกลางทุ่ง บ่อยครั้งนักเขาหยุดอยู่ใต้บันไดบ้าน ทั้งนี้แล้วแต่สถานการณ์
แต่คืนนี้สายฝนโปรยปรายกระทบบานกระจกหน้าต่าง ลมได้ดับแสงหมู่ดาวลงและพวกต้นวอลนัทก็โบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งอยู่ในทุ่ง
“คงจะอย่างนั้น” หัวแครอทสรุปหลังจากที่ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว “ฉันคงไม่อยากหรอก”
เขากล่าวราตรีสวัสดิ์ทุกคน พร้อมกับจุดเทียนเล่มหนึ่งและเดินไปจนสุดระเบียง ด้านขวามือเป็นห้องนอนว่างโล่งโดดเดี่ยวของเขา
เขาถอดเสื้อผ้าออก เข้านอนและรอมาดามเลอปิกเข้ามา นางสอดชายผ้าปูเตียงอย่างแน่นตึงเพียงข้างเดียวและเป่าเทียนให้ดับลง  ทิ้งเทียนไว้ให้เขาแต่ไม่ได้ทิ้งไม้ขีดไว้ให้ นางแล้วปิดประตูลงกลอนเพราะเขาเป็นคนขี้กลัว ทีแรกหัวแครอทลิ้มรสความสุขของการได้อยู่ตามลำพัง นึกถึงสิ่งที่ได้ทำระหว่างวันและชื่นชมกับตัวเองที่หลุดรอดมาได้อย่างเฉียดเฉียวหลายต่อหลายครั้ง และเขาเชื่อมั่นว่าวันพรุ่งนี้โชคจะเป็นของเขาอีกเช่นเคย เขากระหยิ่มย่ามใจว่าอีกสองวันต่อไปมาดามเลอปิกจะไม่มาใส่ใจเขา และพยายามหลับพร้อมกับความฝันดังกล่าว
ดวงตาแทบจะยังไม่ทันปิดลง เขาก็รู้สึกถึงความตะครั่นตะครออันแสนคุ้นเคย
“คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ” หัวแครอทรำพึงกับตัวเอง
ถ้าเป็นคนอื่นคงจะลุกขึ้นจากเตียง แต่หัวแครอทรู้ดีว่าไม่มีกระโถนอยู่ใต้เตียง ถึงแม้มาดามเลอปิกจะยืนยันว่ามี หากนางก็ลืมเอากระโถนมาให้เสียทุกครั้งไป อีกอย่างกระโถนใบนี้จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อหัวแครอทเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
หัวแครอทจึงคิดใคร่ครวญแทนที่จะลุกขึ้นจากเตียง
“เร็วหรือช้าก็ต้องยอมแพ้อยู่ดี” หัวแครอทพูดกับตัวเอง “แต่ถ้ายิ่งอั้นไว้มันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าฉี่เสียตอนนี้ก็จะฉี่แค่นิดเดียว และไออุ่นจากร่างกายก็คงจะทำให้บรรดาผ้าปูผ้าห่มแห้งทันเวลา จากประสบการณ์แล้ว ฉันมั่นใจว่าแม่จะไม่เห็นฉี่แม้แต่หยดเดียว”
หัวแครอทโล่งอกหลับตาลงด้วยความรู้สึกปลอดภัยและเริ่มนอนหลับอย่างเป็นสุข

II

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นและฟังเสียงท้องของตน “ตายล่ะ”  เขาพูด “แย่แล้วสิ”  เมื่อตะกี้เขานึกว่ารอดตัวแล้ว นั่นคงจะโชคดีเกินไป บาปกรรมของความเกียจคร้านเมื่อคืนคงตามเขาทัน โทษทัณฑ์ที่แท้จริงจึงใกล้เข้ามาแล้ว
เขานั่งอยู่บนเตียงและพยายามคิดไตร่ตรอง ประตูล็อคกุญแจ หน้าต่างก็มีลูกกรง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะออกไปข้างนอก
แต่กระนั้นเขายังลุกขึ้นและคลำหาประตูกับซี่ลูกกรงที่หน้าต่าง เขาหมอบราบลงกับพื้น มือไม้ควานหากระโถนใต้เตียงซึ่งเขารู้ว่าไม่ได้อยู่ที่นั่น
เขาล้มตัวลงนอนและลุกขึ้นอีกครั้ง เขาอยากขยับเขยื้อนเดินไปเดินมาและกระทืบเท้ากับพื้นมากกว่าจะนอนหลับ และก้ำปั้นทั้งสองของเขาก็กดลงบนท้องที่กำลังพองโตขึ้น
“แม่ฮะ  แม่ฮะ”  เขากระซิบแผ่วๆ ด้วยเกรงว่าใครจะได้ยิน เพราะถ้ามาดามเลอปิกปรากฏตัวขึ้นและหัวแครอทหายเป็นปลิดทิ้ง คงจะดูเหมือนเขาล้อนางเล่นนาง เขาต้องการเพียงจะบอกด้วยความสัตย์จริงในวันรุ่งขึ้นว่า เขาเป็นคนเรียกเอง
แล้วเขาจะตะโกนร้องเรียกได้อย่างไรกันเล่า พละกำลังของเขาทั้งหมดที่มีอยู่ได้ถูกเผาผลาญไปกับการถ่วงเวลาหายนะกรรมนี้ ในไม่ช้า หัวแครอทก็ต้องกระโดดโลดเต้นด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ชนกำแพงและกระเด็นออกมา กระแทกเหล็กของเตียง ชนเก้าอี้กับเตาผิงไฟซึ่งเขาได้กระชากฉากบังหน้าเตาไฟขึ้นแล้วล้มกระแทกลงระหว่างตะแกรงเหล็กในเตาไฟ ตัวบิดงอ ยอมจำนนและรู้สึกเป็นสุขยิ่งเหนือสิ่งใด
ความมืดสลัวของห้องนอนก่อตัวหนาทึบ

III

กว่าหัวแครอทจะผล็อยหลับลงก็เช้ามืดแล้ว เขาเลยนอนตื่นสาย เมื่อมาดามเลอปิกผลักประตูเข้ามา นางย่นหน้าราวกับกำลังได้กลิ่นผิดปกติอะไรบางอย่าง
“กลิ่นอะไรนี่ ประหลาดจริง”  นางเอ่ยขึ้น
“สวัสดีฮะแม่” หัวแครอทพูด
มาดามเลอปิกกระชากผ้าห่มออก ดมตามมุมต่างๆของห้องนอน และในไม่ช้านางก็พบ
“ผมไม่สบายฮะและก็ไม่มีกระโถน” หัวแครอทรีบพูดขึ้นเพราะเชื่อว่านี่คือวิธีปกป้องตัวที่ดีที่สุด
“ไอ้ตอแหล  ไอ้ตอแหล”  มาดามเลอปิกพูด
นางออกไปและกลับเข้ามาใหม่พร้อมกระโถนที่นางวางซ่อนไว้ แล้วเลื่อนกระโถนเข้าไปใต้เตียงอย่างว่องไว และผลักหัวแครอทขึ้นยืนพร้อมกับเรียกคนทั้งบ้านมา และร้องว่า
“ฉันไปทำอะไรให้กับสวรรค์ถึงได้มีลูกพรรค์นี้”
และอีกสักพักก็ไปหยิบผ้าขี้ริ้วกับถังน้ำมา นางสาดน้ำจนท่วมเตาผิงไฟราวกับกำลังดับไฟ เขย่าเครื่องนอนหมอนมุ้งและร้องเรียกหาลม  ขอลมหน่อย  ทำท่าทำทางบ่นกระปอดกระแปด
และอีกประเดี๋ยวเถอะ นางทำท่าทำทางใส่หัวแครอท
“น่าสมเพชนัก  แกคงจะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกไปแล้ว เลยกลายพันธุ์แบบนี้  แกมันใช้ชีวิตอย่างกับสัตว์  เวลาเอากระโถนให้สัตว์ มันยังอาจจะรู้จักใช้ แต่แกนี่สิ แกคงนึกฝันว่าตัวเองเกลือกกลิ้งอยู่ในเตาผิงไฟ พระเจ้าช่วยเป็นพยานให้ฉันทีเถอะว่าแกทำเอาฉันมึนไปหมดแล้ว และฉันก็จะบ้าตาย จะบ้าตาย จะบ้าตาย”
หัวแครอทใส่ชุดนอน เท้าเปลือยเปล่ามองกระโถน เมื่อคืนไม่มีกระโถนและตอนนี้กลับมีกระโถนอยู่นั่น ที่ปลายเตียงนั่น กระโถนสีขาวว่างเปล่าใบนี้ทำให้เขาสับสน และถ้าเขายังคงยืนกรานว่าไม่เห็นอะไร  คงจะกล้าดีเกินไป
และทั้งครอบครัวที่สิ้นหวังของเขา ทั้งเพื่อนบ้านช่างเยาะเย้ยที่เดินกันมาเป็นขบวน และบุรุษไปรษณีย์ที่เพิ่งจะมาถึงต่างก็ทำให้เขาโมโหและพากันรุกตั้งคำถามมากมาย
“ด้วยความสัตย์จริง”  หัวแครอทตอบในที่สุด  ตามองไปที่กระโถน “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น จัดการกันเองแล้วกัน”

กระต่าย

“ไม่มีแตงเหลือให้แกแล้วล่ะ” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “อีกอย่างแกก็เหมือนฉัน แกไม่ชอบกินแตงนี่”
“คงยังงั้นมั้ง” หัวแครอทพูดกับตัวเอง
เขาถูกบังคับให้ชอบและไม่ชอบ ตามหลักแล้วเขาต้องชอบแต่สิ่งที่แม่ของเขาชอบเท่านั้น และเมื่อถึงคราวเนยแข็ง
“ฉันแน่ใจเชียวแหละว่าเจ้าหัวแครอทจะไม่กิน” มาดามเลอปิกพูดขึ้น
และหัวแครอทก็คิด
“ในเมื่อแม่แน่ใจ ก็คงไม่จำเป็นต้องลองหรอก”
นอกจากนี้เขายังรู้ว่ามันอาจเป็นอันตราย และเขาเองก็มีเวลาสนองความปรารถนาอันสุดแสนพิสดารของเขาในสถานที่ที่เขารู้จักแต่เพียงผู้เดียวมิใช่หรือ
เมื่อถึงคราวของหวาน มาดามเลอปิกพูดกับเขาว่า
“แกเอาชิ้นแตงพวกนี้ไปให้พวกกระต่ายทีซิ”
หัวแครอทปฏิบัติตามคำสั่ง เดินซอยเท้า ประคองจานตั้งตรงไม่ให้มีสิ่งใดตกหล่น
ตรงทางเข้าใต้เล้าของพวกมัน พวกกระต่ายที่ส่งเสียงเอ็ดอึง หูพับซ้อน จมูกเชิดและขาหน้าสองข้างเหยียดตรง ราวกับกำลังจะตีกลอง พากันวิ่งรี่มารอบๆ ตัวเขา
“โอ้ย  รอเดี๋ยวสิ หัวแครอทพูด รอประเดี๋ยวเดียวนะ แล้วเรามาแบ่งกัน”
ก่อนอื่นเขานั่งลงบนกองที่มีทั้งมูลกระต่าย ทั้งหญ้าเซเนซงที่ถูกแทะกินจนถึงราก ทั้งเหง้ากะหล่ำปลีและใบโมฟ แล้วเขาก็เอาเมล็ดแตงให้พวกกระต่ายกิน ส่วนตัวเองดูดน้ำแตงรสนุ่มละมุนราวกับไวน์อ่อนๆ
จากนั้นก็ใช้ฟันขูดชิ้นแตงสีเหลืองหวานที่ครอบครัวของเขาเหลือทิ้งไว้ให้ เขาขูดกินทุกส่วนที่ยังมีน้ำมีเนื้อหลงเหลืออยู่ แล้วจึงให้ส่วนที่เป็นสีเขียวกับพวกกระต่ายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขา
ประตูของเล้ากระต่ายหลังเล็กถูกปิดลง แสงตะวันยามบ่ายแห่งการพักผ่อนหลังอาหารส่องทะลุผ่านรูแผ่นกระเบื้องและทอดสุดปลายแสงไปยังร่มเงาอันสดชื่น

อีเต้อ

พี่เฟลิกซ์กับหัวแครอททำงานอยู่ข้างๆ กัน แต่ละคนมีอีเต้อเป็นของตัวเอง อีเต้อที่ทำด้วยเหล็กของพี่เฟลิกซ์นั้นสั่งทำสำหรับเขาโดยเฉพาะที่ร้านช่างตีเหล็ก ส่วนหัวแครอทได้ทำอีเต้อไม้ของเขาเองตามลำพัง ทั้งคู่กำลังทำสวนและทำงานอีกมากมายที่ต้องรีบทำให้เสร็จในเวลาจำกัด พวกเขาแข่งกันว่าใครจะทำได้มากกว่า ทันใดนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด (ในเวลาแบบนี้มักเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นเสมอ) หัวแครอทถูกอีเต้อเฉาะเข้ากลางหน้าผาก
จากนั้นไม่นาน พี่เฟลิกซ์ที่สลบเหมือดเมื่อเห็นเลือดน้องชายของตน ถูกเคลื่อนย้ายไปนอนราบบนเตียงอย่างระมัดระวัง  ทุกคนในครอบครัวมากันพร้อมหน้า ต่างยืนเขย่งปลายเท้าและถอนหายใจด้วยความกังวล
“เกลืออยู่ไหนกันนี่”
“ขอน้ำเย็นๆ สักนิดสิจะได้เอามาเช็ดขมับ”
หัวแครอทขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เพื่อจะได้มองข้ามหัวไหล่และลอดระหว่างศีรษะคนอื่นๆ เข้าไปดู หน้าผากเขามีผ้าที่เลือดไหลซึมและแผ่กระจายไปทั่วเปลี่ยนเป็นสีแดงพันอยู่
เมอซิเออร์เลอปิกพูดกับเขาว่า
“แกเจ็บหนักเอาการทีเดียว”
และพี่แอร์เนสตีนที่พันแผลให้เขาพูดว่า
“เฉาะเข้าไปยังกับเจาะเนยแน่ะ”
เขาไม่ได้ร้องแต่อย่างใดเพราะเขาเห็นทุกคนแล้วก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร
ทว่าพี่เฟลิกซ์ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งและตามด้วยอีกข้างหนึ่ง เขาแค่กลัวไปเท่านั้น และพอใบหน้าของเขาเริ่มมีสีขึ้นมาทีละน้อยๆ ความวิตกกังวลหวาดกลัวจึงเริ่มเลือนหายไปจากใจของแต่ละคน
“เจ้าเก่าอีกตามเคยนะ”  มาดามเลอปิกพูดกับหัวแครอท “แกจะระวังหน่อยไม่ได้หรือไง ไอ้เด็กงี่เง่า”

ปืนยาว

เมอซิเออร์เลอปิกพูดกับลูกชายทั้งสอง “พวกแกมีปืนยาวหนึ่งกระบอกสำหรับทั้งคู่ก็พอแล้ว พี่น้องที่รักกันต้องใช้ของร่วมกัน”
“ครับพ่อ” พี่เฟลิกซ์ตอบ “พวกเราจะแบ่งปืนยาวกันใช้ครับ และถ้าหัวแครอทให้ผมยืมบ้างเป็นบางครั้ง”
หัวแครอทไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาไม่ไว้ใจเท่าไรนัก
เมอซิเออร์เลอปิกดึงปืนยาวออกจากซองปืนสีเขียวและถามขึ้นว่า
“ระหว่างแกสองคน ใครจะถือปืนเป็นคนแรก คงต้องเป็นพี่ใหญ่สินะ”
พี่เฟลิกซ์: ผมขอมอบเกียรตินี้ให้กับเจ้าหัวแครอท ให้เจ้านี่เริ่มก่อนเถอะครับ
เมอซิเออร์เลอปิก: เฟลิกซ์ เช้านี้นายทำตัวน่าชื่นชม ฉันจะจำไว้
เมอซิเออร์เลอปิกจัดวางปืนยาวบนไหล่ของหัวแครอท
เมอซิเออร์เลอปิก: เอ้า ไอ้เจ้าลูกชาย ไปสนุกกันแล้วอย่าทะเลาะกันล่ะ
หัวแครอท: พวกเราพาหมาไปด้วยไหมฮะ
เมอซิเออร์เลอปิก: ไม่มีประโยชน์หรอก พวกแกผลัดกันทำเป็นหมาแล้วกัน อีกอย่างนักล่าอย่างพวกแกไม่ใช่แค่ยิงให้บาดเจ็บนะ แต่ต้องฆ่าให้ตายสนิทไปเลย
หัวแครอทกับพี่เฟลิกซ์เดินห่างออกไป พวกเขาใส่เสื้อผ้าชุดธรรมดาๆ เหมือนกับทุกวัน เสียดายที่ไม่มีรองเท้าบูท
แต่เมอซิเออร์เลอปิกบอกกับพวกเขาบ่อยครั้งว่านักล่าสัตว์ขนานแท้ไม่สนรองเท้าบูทกันหรอก
กางเกงของนักล่าตัวจริงต้องเรี่ยส้นรองเท้าและไม่ต้องถลกขากางเกงขึ้น เดินแบบนี้ไปในดินโคลน บนดินที่ไถพรวนแล้ว และในไม่ช้า รองเท้าบูทจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สูงขึ้นมาจนถึงหัวเข่า แข็งแรงและเป็นธรรมชาติ ซึ่งสาวใช้ต้องเคารพตามกฎเกณฑ์
“ฉันหวังว่านายคงไม่กลับไปมือเปล่า” พี่เฟลิกซ์เอ่ยขึ้น
“ฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่ง” หัวแครอทบอก
เขารู้สึกคันไหล่และไม่อยากจะแบกด้ามปืนติดกับหัวไหล่
“นี่”  พี่เฟลิกซ์พูดขึ้น “นายอยากแบกนานแค่ไหนก็แบกไปเลยนะ”
“ก็นายเป็นพี่ชายฉันนี่” หัวแครอทบอก
เมื่อฝูงนกกระจอกบินมา เขาหยุดนิ่งและส่งสัญญาณบอกพี่เฟลิกซ์ไม่ให้เคลื่อนไหว ฝูงนกบินจากรั้วต้นไม้หนึ่งไปยังอีกรั้วหนึ่ง นักล่าสัตว์ทั้งสองก้มหลังและเขยิบเข้าไปใกล้เงียบๆ ราวกับว่าพวกนกกระจอกกำลังหลับอยู่ ฝูงนกเกาะหมิ่นเหม่อยู่บนรั้วต้นไม้และพากันส่งเสียงร้องจิ๊บๆ พวกมันกำลังจะบินไปเกาะที่อื่น นักล่าทั้งสองลุกขึ้น พี่เฟลิกซ์สบถด่า ส่วนหัวแครอท แม้ว่าหัวใจของเขาจะเต้นแรงแต่ก็ดูใจเย็นกว่า เขารู้สึกหวาดหวั่นพอถึงเวลาต้องแสดงความสามารถ ถ้าเกิดเขายิงพลาดล่ะ  เขาเลยโล่งอกที่มีการยืดเวลาแต่ละครั้งออกไป แต่ทว่าครั้งนี้ พวกนกกระจอกดูเหมือนจะกำลังรอเขาอยู่
พี่เฟลิกซ์: อย่าเพิ่งยิง นายอยู่ไกลเกินไป
หัวแครอท: นายว่างั้นหรือ
พี่เฟลิกซ์: เออสิ เวลาเราก้มตัวลงมันจะหลอกตา ลองนึกดูว่าถ้าเรายืดตัวขึ้น เราจะอยู่ไกลทีเดียว
และพี่เฟลิกซ์ก็ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อชี้ให้เห็นว่าเขาพูดถูก พวกนกกระจอกตื่นกลัวบินหนีไป
แต่ยังมีนกกระจอกอีกหนึ่งตัวเกาะอยู่บนปลายกิ่งไม้ที่พับเอนลง มันสั่นหางสั่นหัวและยื่นท้องออกมา
หัวแครอท: ฉันยิงเจ้าตัวนี้ได้จริงๆ นะต้องได้แน่ๆ
พี่เฟลิกซ์: ถอยหน่อย ไหนดูสิ อืม จริงด้วย นายเล็งได้สวย เร็วเข้าเอาปืนนายมาให้ฉันยืมทีซิ
และหัวแครอทก็มือว่างเปล่าไม่มีอาวุธ อ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย ในตำแหน่งของเขาตรงหน้า พี่เฟลิกซ์วางปืนยาวไว้บนไหล่ เล็งและยิงนกกระจอกตกลงมา
เหมือนกับการถูกปล้นแบบสายฟ้าแลบเลย เมื่อตะกี้หัวแครอทยังแนบปืนไว้กับอก แล้วจู่ๆ เขาก็สูญเสียมันไป และตอนนี้เขาก็ได้มันมาอีกหนเพราะพี่เฟลิกซ์เพิ่งจะส่งคืนให้ จากนั้นพี่เฟลิกซ์ก็เลียนแบบหมาวิ่งไปเก็บนกกระจอกและพูดว่า “นายยังล่าสัตว์ไม่เสร็จเลย ต้องรีบๆหน่อยแล้วล่ะ”
หัวแครอท: คงต้องรีบมากเลยแหละ
พี่เฟลิกซ์: อะไรกัน นี่นายงอนหรือไงฮึ
หัวแครอท: เอ้า แล้วนายจะให้ฉันร้องเพลงหรือไงล่ะ
พี่เฟลิกซ์: ถึงยังไงเราก็มีนกกระจอก นายจะบ่นอะไรอีกเล่า คิดดูสิว่าเราอาจจะยิงพลาดก็ได้
หัวแครอท: โอ้  ฉัน…
พี่เฟลิกซ์: จะฉันหรือนายก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันฆ่าได้ตัวหนึ่งวันนี้ พรุ่งนี้นายก็จะฆ่าได้ตัวหนึ่ง
หัวแครอท: เหรอ  พรุ่งนี้สินะ
พี่เฟลิกซ์: ฉันสัญญา
หัวแครอท: ฉันจะรู้ได้ยังไง นายสัญญากับฉันแบบนี้ทุกที
พี่เฟลิกซ์: ฉันสาบานกับนายก็ได้ พอใจไหมล่ะ
หัวแครอท: เอาล่ะ …ตอนนี้เราหานกกระจอกอีกสักตัวเถอะ เผื่อฉันอาจจะได้ลองปืนยาวดู
พี่เฟลิกซ์: ไม่เอาหรอก เย็นมากแล้วกลับบ้านกันดีกว่า แม่จะได้จัดการเอาเจ้าตัวนี้ทำอาหารไง เอ้า  ฉันให้นาย ยัดเจ้านกยักษ์มันไว้ในกระเป๋าซะและก็ปล่อยให้จะงอยปากยื่นออกมา
นายพรานทั้งสองจึงพากันกลับบ้าน บางครั้งพวกเขาพบกับชาวบ้านที่กล่าวทักทายและเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าหนุ่ม พวกนายไม่ได้ฆ่าตัวพ่อเป็นอย่างน้อยดอกหรือ”
หัวแครอทปลื้มกับคำชมและลืมความขุ่นเคือง พวกเขากลับมาถึงบ้าน คืนดีกันและลิงโลดในชัยชนะ และทันทีที่เมอซิเออร์เลอปิกเห็นทั้งคู่ เขาก็ประหลาดใจ
“อะไรกันเจ้าหัวแครอท นี่แกยังแบกปืนอยู่อีกหรือ  แกคงแบกมันไว้ตลอดเวลาเลยล่ะสิ”
“ก็เกือบๆฮะ” หัวแครอทบอก

ตัวตุ่น

หัวแครอทพบตัวตุ่นตัวหนึ่งบนทางเดิน มันตัวดำอย่างกับตอตะโก เมื่อเล่นกับมันจนหนำใจแล้ว เขาก็ตัดสินใจจะฆ่ามันเสีย เขาโยนมันขึ้นกลางอากาศหลายครั้งอย่างคล่องแคล่วให้มันตกลงมาบนก้อนหิน
ทีแรกทุกอย่างผ่านไปด้วยดีและรวดเร็ว
ตัวตุ่นแข้งขาหัก หัวแตก หลังหักเป็นที่เรียบร้อยและมันดูเหมือนจะไม่มีชีวิตที่ยืนยาวอีกต่อไป
และแล้วหัวแครอทก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่ามันยังไม่ตาย แม้ว่าเขาได้พยายามเหวี่ยงมันขึ้นไปสูงจนถึงหลังคาบ้าน สูงจนเสียดฟ้า แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
“อะไรกัน  มันยังไม่ตายนี่” เขาพูดขึ้น
ที่จริงแล้ว ตัวตุ่นพองตัวบนก้อนหินเปื้อนเลือด ท้องอุดมไขมันสั่นกระเพื่อมราวกับวุ้นและการสั่นไหวนี้ทำให้ดูเหมือนยังมีชีวิตอยู่
“อะไรกันนี่”  หัวแครอทผู้ยังไม่ละความพยายามร้องขึ้น “มันยังไม่ตายอีก”
เขาเก็บมันขึ้นมา สบถด่ามันและเปลี่ยนวิธีการ
หัวแครอทหน้าตาแดงก่ำ น้ำตาคลอ ถ่มน้ำลายใส่ตัวตุ่นและขว้างมันใส่ก้อนหินอย่างสุดแรงเกิด หากท้องเบอะบะของมันยังคงเคลื่อนไหวอยู่
และยิ่งหัวแครอทโมโหฉุนเฉียวทุบตีมันมากเท่าไร ดูเหมือนเจ้าตัวตุ่นก็ยิ่งไม่ยอมตายมากเท่านั้น

 ต้นลูเซิร์น

หัวแครอทกับพี่เฟลิกซ์กลับจากพิธีทางศาสนาตอนเย็นและรีบกลับบ้านเพราะได้เวลาอาหารว่างตอนสี่โมงแล้ว พี่เฟลิกซ์จะกินขนมปังทาเนยหรือทาแยม และหัวแครอทจะกินขนมปังเปล่าๆ เนื่องจากเขาต้องการเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยผู้ได้ประกาศต่อหน้าบรรดาประจักษ์พยานว่าเขาไม่ได้เป็นคนตะกละ เขาชอบสิ่งที่เป็นธรรมชาติและกินขนมปังธรรมดาๆ ของเขาด้วยความรักใคร่ และเย็นนี้อีกเช่นเคย เขาเดินเร็วกว่าเฟลิกซ์พี่ชายเพื่อจะได้กินเป็นคนแรก บางครั้งขนมปังแห้งก็แลดูแข็งเคี้ยวยาก ด้วยเหตุนี้หัวแครอทจึงกระโดดเข้าใส่ราวกับกำลังโจมตีข้าศึก กำขนมปังไว้ในมือแน่น จู่โจมด้วยฟันและศีรษะ หลายครั้งหลายครา เขาแบ่งขนมปังออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับทำเศษขนมปังปลิวว่อน พ่อแม่ของเขาที่นั่งอยู่รอบๆ ต่างมองดูเขาด้วยความสงสัย
กระเพาะนกกระจอกเทศของเขาคงจะย่อยได้ทั้งก้อนหิน ทั้งเหรียญเงินเก่าๆ ขึ้นสนิมจนเป็นสีเขียวน้ำเงิน สรุปแล้วเขาเป็นคนเลี้ยงไม่ยากเลย เขาดันสลักประตูลง ประตูล็อกอยู่
“ฉันว่าพ่อกับแม่คงไม่อยู่บ้าน นายลองกระทืบเท้าดูสิ” เขาบอก
พี่เฟลิกซ์สบถในนามของพระเจ้า เดินรุดไปยังประตูหนักอึ้งที่มีตะปูตอกอยู่ทั่ว และส่งเสียงดังตรงหน้าประตูอยู่พักใหญ่ จากนั้น ทั้งคู่รวบรวมพลังกระแทกใส่จนเจ็บหัวไหล่อย่างไร้ประโยชน์
หัวแครอท: พ่อกับแม่คงไม่อยู่จริงๆแหละ
พี่เฟลิกซ์: ว่าแต่พวกเขาอยู่ที่ไหนกันนะ เราก็ไม่ได้ล่วงรู้ไปซะทุกอย่าง นั่งกันเถอะ
ขั้นบันไดเย็นเชียบอยู่ใต้ก้นของพวกเขา ทั้งคู่รู้สึกถึงความหิวที่ไม่คุ้นเคยนัก พวกเขาระบายความหิวที่รุนแรงร้ายกาจด้วยการหาวและทุบกำปั้นเบาๆ ที่ใต้ทรวงอกอยู่หลายครั้งหลายครา
พี่เฟลิกซ์: นี่ถ้าพ่อกับแม่คิดว่าฉันรอพวกเขาอยู่ล่ะก็
หัวแครอท: ถึงยังไงเราก็ทำได้ดีที่สุดแค่นี้
พี่เฟลิกซ์: ฉันไม่รอแล้ว ฉันไม่อยากหิวตาย ฉันอยากจะกินเดี๋ยวนี้ กินอะไรก็ได้ กินหญ้าก็ได้
หัวแครอท: หญ้า  ดีเหมือนกันและพ่อแม่คงจะประหลาดใจ
พี่เฟลิกซ์: โธ่เอ้ย  ผักสลัดเรายังกินได้เลย อย่าบอกใครเชียวนะ ใบลูเซิร์นนี่ก็นุ่มพอๆกับผักสลัดเลย เป็นผักสลัดที่ไม่ใส่น้ำมันกับน้ำส้มสายชูไง
หัวแครอท: เราไม่ต้องคนให้เข้ากันด้วย
พี่เฟลิกซ์: นายอยากพนันไหมล่ะว่า ฉันจะกินใบลูเซิร์นส่วนนายคงจะจะไม่กินหรอก
หัวแครอท: ทำไมนายกินแล้วฉันจะไม่กินล่ะ
พี่เฟลิกซ์: ฉันพูดจริงๆนะ นายอยากพนันไหม
หัวแครอท: แต่เราไปขอขนมปังทานมเปรี้ยวกันคนละแผ่นจากเพื่อนบ้านก่อนไม่ดีกว่าหรือ
พี่เฟลิกซ์: ฉันอยากกินใบลูเซิร์นมากกว่า
หัวแครอท: งั้นก็ไปกัน
ในไม่ช้าทุ่งลูเซิร์นได้คลี่ความเขียวขจีอันน่าลิ้มชิมรสออกสู่สายตาของพวกเขา ตั้งแต่ทางเข้าทุ่ง ทั้งคู่ก็สนุกไปกับการเดินลากรองเท้า บดขยี้บรรดากิ่งก้านอ่อนและทิ้งรอยทางเดินแคบๆไว้ รอยซึ่งจะทำให้ผู้คนวิตกกังวลกันอยู่พักใหญ่และจะทำให้มีคนพูดกันว่า
“สัตว์อะไรมันผ่านมาแถวนี้กันนี่”
ความเย็นสดชื่นแทรกทะลุผ่านกางเกงของพวกเขาไปจนถึงน่องที่เริ่มรู้สึกชาขึ้นทีละน้อยๆ
พวกเขาหยุดอยู่กลางทุ่งและล้มตัวลงนอนท้องราบกับพื้น
“ดีจังเลยนะ” พี่เฟลิกซ์เอ่ยขึ้น
พวกเขารู้สึกจั๊กจี้ที่หน้า หัวเราะออกมาเฉกเช่นในอดีต เมื่อครั้งที่เคยนอนบนเตียงเดียวกันและเมอซิเออร์เลอปิกร้องตะโกนมาจากห้องนอนข้างๆ
“จะหลับจะนอนกันได้หรือยัง เจ้าพวกเด็กดื้อ”
พวกเขาลืมความหิวและเริ่มแหวกว่ายเหมือนกะลาสีเรือ เหมือนหมาและเหมือนกบ มีเพียงศีรษะของทั้งคู่ที่โผล่ขึ้นมา เท้าของพวกเขาถีบบรรดาเกลียวคลื่นสีเขียวเล็กๆ และมือก็หักเอาคลื่นแสนเปราะบางเหล่านี้ไว้ พวกมันไร้ซึ่งลมหายใจและไม่อาจม้วนตัวกลับสู่เกลียวคลื่นได้อีก
“คลื่นซัดขึ้นมาถึงคางฉันเลย” พี่เฟลิกซ์เอ่ยขึ้น
“ดูสิฉันพุ่งไปข้างหน้าด้วย” หัวแครอทบอก
ทั้งคู่ต้องหยุดพักเหนื่อยและลิ้มรสความสุขของพวกเขาแบบสงบกว่าเดิม
พวกเขาเท้าศอกและมองตามอุโมงค์โป่งพองที่พวกตัวตุ่นขุดไว้ ซึ่งคดเคี้ยวไปมา เรี่ยพื้นดินราวกับเส้นเลือดของคนสูงอายุที่คดไปคดมาบนผิวหนัง ประเดี๋ยวพวกเขาก็มองไม่เห็นอุโมงค์ ประเดี๋ยวพวกมันก็โผล่ขึ้นในทุ่งโล่งที่ซึ่งกาฝากร้ายตัวทำลายต้นลูเซิร์นดีๆ ได้ทอดแผ่เส้นใยยาวแดงของมัน บรรดาเนินดินเล็กๆ ที่ตัวตุ่นขุดไว้เป็นรังได้ก่อตัวขึ้นเป็นหมู่บ้านขนาดย่อม แบบมีกระโจมแบบอินเดียนแดงตั้งตระหง่านอยู่
“เข้าเรื่องดีกว่า” พี่เฟลิกซ์เอ่ยขึ้น “กินกันเถอะ ฉันลงมือล่ะ นายระวังอย่ามาแตะส่วนของฉันนะ”
เขาใช้แขนแทนรัศมีและวาดเส้นโค้งเป็นวงกลม
“ที่เหลือก็เพียงพอสำหรับฉัน” หัวแครอทบอก
หัวของทั้งคู่หายลับไป ใครกันจะคาดเดาว่าพวกเขาอยู่ที่นี่
สายลมพัดมาแผ่วๆ พลิกใบบางของต้นลูเซิร์นและกลับเอาใบสีจางด้านล่างขึ้นมา แล้วความเย็นยะเยือกก็พัดผ่านทั่วทั้งท้องทุ่ง
พี่เฟลิกซ์กระชากกิ่งไม้ใบหญ้าหลายหอบมาคลุมหัวไว้ แสร้งทำเป็นยัดกินอย่างตะกละตะกลามและเลียนเสียงกรามของลูกวัวอ่อนหัดที่ตัวเริ่มพองขึ้น และขณะที่เขาแสร้งเขมือบทุกอย่างแม้กระทั่งบรรดารากไม้ด้วยความเจนจัดกับชีวิต หัวแครอทกลับเอาจริงเอาจังและละเอียดประณีตกว่าโดยเลือกแต่เฉพาะใบดีๆ เท่านั้น
เขาใช้ปลายจมูกพับใบหญ้าให้งอลงและเอาเข้าปากค่อยๆ เคี้ยว
จะรีบร้อนไปทำไมกันเล่า ในเมื่อโต๊ะก็ไม่ได้เช่าและงานวัดก็ไม่ได้จัดอยู่บนสะพานเสียหน่อย
และด้วยซี่ฟันที่บดเคี้ยวเสียงดังกับลิ้นอันฝาดเฝื่อนผสานความรู้สึกคลื่นเหียน เขากลืนกินลงไปอย่างเอร็ดอร่อย

 ถ้วยน้ำ

หัวแครอทจะไม่ดื่มน้ำที่โต๊ะอาหารอีกต่อไป ภายในไม่กี่วันความเคยชินในการดื่มน้ำก็สูญหายไป คุณสมบัติที่ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาประหลาดใจกัน
ทีแรก ในเช้าวันหนึ่งเขาบอกกับมาดามเลอปิกที่กำลังรินไวน์ให้เขาตามปกติว่า
“ขอบคุณฮะแม่ แต่ผมไม่อยากดื่มอะไรหรอกฮะ”
ตอนมื้ออาหารค่ำ เขาก็พูดอีกว่า
“ขอบคุณฮะแม่ แต่ผมไม่อยากดื่มอะไรหรอกฮะ”
“แกมันไม่เลี้ยงเปลือง” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “ก็ดีเหมือนกันสำหรับคนอื่น”
ดังนั้น วันแรกนี้ทั้งวันเขาจึงไม่ได้ดื่มอะไรเลยเนื่องจากอากาศกำลังดีและเขาแค่ไม่รู้สึกกระหายน้ำ
วันรุ่งขึ้น มาดามเลอปิกที่กำลังจัดโต๊ะอาหารถามเขาว่า
“วันนี้แกจะดื่มอะไรไหมเจ้าหัวแครอท”
“เอ่อ” เขาตอบ “ไม่รู้สิฮะ”
“ตามใจแก” มาดามเลอปิกบอก “ถ้าแกอยากได้ถ้วยน้ำของแกก็ไปหยิบเอาเองในตู้กับข้าว”
เขาไม่ได้ไปหยิบถ้วยน้ำ เป็นเพราะความเอาแต่ใจ ความหลงลืม หรือว่าความกลัวที่ต้องไปหยิบถ้วยน้ำเอง
คนในบ้านต่างรู้สึกประหลาดใจ
“แกคงกำลังพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “และนี่แหละคุณสมบัติของแกอีกอย่าง”
“เป็นคุณสมบัติที่หายาก” เมอซิเออร์เลอปิกพูดขึ้น “โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันจะมีประโยชน์กับแกในภายภาคหน้า ถ้าเผื่อแกอยู่ตัวคนเดียวและหลงทางกลางทะเลทรายที่ไม่มีอูฐ”
พี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนพนันกัน
พี่แอร์เนสตีน: เจ้านี่จะอยู่ได้ทั้งอาทิตย์โดยไม่ดื่มอะไร
พี่เฟลิกซ์: เอาเถอะน่า ถ้านายนี่ทนได้สามวันจนถึงวันอาทิตย์ก็สุดยอดแล้ว
แต่ทว่าหัวแครอทยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พูดขึ้นว่า “ถ้าฉันไม่เคยหิวน้ำฉันก็จะไม่มีวันดื่มน้ำอีกต่อไป ดูอย่างพวกกระต่ายกับหนูตะเภาสิพวกนายคิดว่ามันน่าได้ดื่มน้ำหรือ”
“หนูตะเภากับนายก็กลายเป็นสอง” พี่เฟลิกซ์พูดขึ้น
หัวแครอทผู้ถูกท้าทายจะแสดงความสามารถให้พวกเขาเห็น มาดามเลอปิกยังคงลืมถ้วยน้ำของเขาอยู่เรื่อยไป เขาห้ามตัวเองไม่ให้ร้องขอถ้วย ทั้งไม่ยินดียินร้ายน้อมรับทั้งคำชมเชยแบบเสียดสีและความชื่นชมอย่างจริงใจ
“มันคงป่วยหรือไม่ก็บ้า” หลายคนว่ากัน
อีกพวกหนึ่งบอกว่า “มันคงจะแอบดื่มน้ำมั้ง”
กระนั้น เแรกๆ ใหม่ๆ ใครๆ ก็เห่อ ต่อมาหัวแครอทแลบลิ้นเพื่อพิสูจน์ว่าลิ้นไม่แห้งน้อยครั้งลงทุกที
พ่อแม่กับพวกเพื่อนบ้านเริ่มชินชา มีเพียงคนแปลกหน้าไม่กี่คนที่ยังคงชูแขนขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อเล่าให้ฟัง
“เกินไป ไม่มีใครที่จะหนีความต้องการของธรรมชาติไปได้หรอก”
หมอที่มาตรวจยืนยันว่าเป็นกรณีที่น่าพิศวง แต่สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
และหัวแครอทผู้เคยกลัวว่าจะทนทุกข์ทรมานก็ประหลาดใจ และยอมรับว่าความดื้อรั้นเป็นนิจสินก็ทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ
เขาเคยคิดว่าจะต้องบังคับตัวเองด้วยการอดงดเว้นที่แสนทรมานและต้องทำสิ่งที่ยากเย็นยิ่งนัก แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกลำบากอะไร รู้สึกแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ แล้วทำไมเขาจะเอาชนะความหิวเหมือนกับที่เอาชนะความกระหายไม่ได้ล่ะ  เขาอาจจะอดอาหารและอยู่ด้วยอากาศได้นะ
แม้เขาจำกระทั่งถ้วยน้ำของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป มันไม่มีประโยชน์อะไรมานานแล้ว และสาวใช้โอโนรีนเกิดความคิดจะเอาหินแดงที่ใช้ทำความสะอาดเชิงเทียนมาใส่ในถ้วยใบนั้น

 ไส้ขนมปัง

ถ้าหากเมอซิเออร์เลอปิกมีอารมณ์ดี เขาก็ไม่ลืมจะล้อเล่นสนุกกับลูกๆ ของเขา เ ล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังตามทางเดินในสวน แ ละบางครั้งพี่เฟลิกซ์กับหัวแครอทถึงกับหัวเราะจนท้องค้ดท้องแข็งเกลือกกลิ้งลงบนพื้น เช้านี้ทั้งคู่กลั้นไม่อยู่อีกต่อไป แต่เมื่อพี่แอร์เนสตีนมาบอกว่าอาหารเที่ยงพร้อมแล้ว พวกเขาจึงสงบลง การรวมสมาชิกครอบครัวแต่ละครั้งทำให้ใบหน้าของทุกคนขมึงตึง
พวกเขารับประทานอาหารเที่ยงกันตามปรกติอย่างรวดเร็วโดยไม่หายใจหายคอ ถ้าเป็นโต๊ะที่เช่ามา คงส่งโต๊ะให้คนอื่นๆ ได้เรียบร้อยไปแล้ว และเมื่อมาดามเลอปิกเอ่ยขึ้นว่า
“ช่วยหยิบไส้ขนมปังให้หน่อย จะเอามากินกับผลไม้แช่อิ่มให้หมด”
นางพูดกับใครหรือ บ่อยครั้ง  มาดามเลอปิกเองเพียงแต่พูดกับหมา นางบอกมันเรื่องราคาผัก และอธิบายให้ฟังถึงความยากลำบากที่ต้องเลี้ยงดูคนหกคนกับสัตว์อีกหนึ่งตัวด้วยเงินทองเพียงน้อยนิดในช่วงเวลานี้
“ไม่หรอก” นางพูดกับปิรามที่ขู่คำรามด้วยความเป็นมิตรและกระดิกหางของมันตีกับพรมฟางเช็ดเท้า
“แกคงไม่รู้ถึงความยากลำบากที่ฉันต้องดูแลบ้านหลังนี้ แกคงคิดเหมือนกับพวกผู้ชายที่คิดว่าแม่ครัวได้ทุกอย่างมาฟรีๆ
แกคงจะไม่สนใจหรอกว่าเนยจะขึ้นราคาหรือว่าไข่จะแพงจนซื้อไม่ลง”
แต่ทว่าครั้งนี้มาดามเลอปิกมาแปลก นางพูดกับเมอซิเออร์เลอปิกอย่างโจ่งแจ้งเป็นพิเศษ กับเขานั่นแหละ นางขอไส้ขนมปังเพื่อเอามากินกับผลไม้แช่อิ่มให้หมดกับเขาแน่ๆ ไม่มีใครอื่นให้ต้องสงสัย ประการแรกเลย เพราะนางมองเขา
ประการที่สองขนมปังนั้นอยู่ข้างๆ เมอซิเออร์เลอปิก เขาเองก็ประหลาดใจและลังเล จากนั้นเขาจึงใช้ปลายนิ้วคีบหยิบไส้ขนมปังที่อยู่ก้นจานของเขา เขาเขวี้ยงไส้ขนมปังใส่มาดามเลอปิกด้วยท่าทางจริงจังเคร่งขรึม
นี่มันเรื่องตลกหรือโศกนาฏกรรมกันแน่หรือ ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้ พี่แอร์เนสตีนรู้สึกอับอายแทนแม่ของเธอ และเกิดกังวลขึ้นมาตะหงิดๆ
วันนี้คงเป็นวันที่ดีวันหนึ่งของพ่อ พี่เฟลิกซ์ซึ่งกระทืบเท้าไม่หยุดหย่อนบนท่อนไม้ของเก้าอี้พูดกับตัวเอง
ส่วนหัวแครอทเม้มปากเงียบกริบ เสียงสนทนาที่เขาเพิ่งจะได้ยินนั้นอื้ออึงเต็มสองหู แก้มทั้งสองข้างบวมตุ่ยไปด้วยแอปเปิ้ลสุก เขากลั้นเอาไว้แต่จะระเบิดพรวดออกมา หากมาดามเลอปิกไม่ลุกออกไปจากโต๊ะเดี๋ยวนี้เสียก่อน เพราะว่าต่อหน้าลูกชายและลูกสาวของนาง พวกเขาปฏิบัติกับนางราวกับหมูหมาข้างถนน

แตร

เมอซิเออร์เลอปิกกลับมาจากปารีสเช้าวันนี้เอง เขาเปิดกระเป๋าเดินทางและหยิบของขวัญออกมาให้พี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีน เป็นของขวัญแสนสวยซึ่งเหมือนกับที่พวกเขาฝันเห็นทั้งคืนราวกับแกะ (น่าแปลกเนอะ) จากนั้นเมอซิเออร์เลอปิกแอบมือทั้งสองข้างไว้ข้างหลัง มองหัวแครอทอย่างมีเลศนัยและพูดกับเขาว่า
“แล้วแกล่ะ แกชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างแตรกับปืนสั้น”
อันที่จริงหัวแครอทเป็นคนที่สุขุมรอบคอบไม่ค่อยหุนหันพลันแล่นเสียเท่าไหร่ เขาชอบแตรมากกว่าเพราะว่ามันไม่หลุดเลื่อนจากมือดี แต่เขาได้ยินเสมอๆ ว่าเด็กผู้ชายตัวขนาดเขาจะเล่นสนุกอย่างจริงจังได้ก็แต่กับพวกอาวุธมีดดาบ หรือยุทโธปกรณ์สงครามเท่านั้น ถึงวัยที่เขาจะต้องรู้จักสูดผงดินปืนและฆ่าฟันสิ่งต่างๆ แล้ว พ่อของเขารู้จักลูกๆ ดี จึงเอาของที่เหมาะกับแต่ละคนมาให้
“ผมชอบปืนสั้นมากกว่าฮะ” เขาพูดขึ้นอย่างห้าวหาญ และมั่นใจว่าทายถูก
เขายังพูดเลยเถิดไปอีกและพูดต่อว่า
“ไม่ต้องซ่อนหรอกฮะ ผมเห็นแล้ว”
“อ้า  เมอซิเออร์เลอปิกเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกขัดเขิน แกชอบปืนสั้นมากกว่าหรือนี่  แกคงเปลี่ยนไปมากเลยสินะ”
หัวแครอทก็รีบแก้ตัวในทันควัน
“แหม ไม่หรอกฮะ ไม่ใช่ฮะพ่อ ผมล้อเล่น อย่ากังวลไปเลยฮะ ผมนะเกลียดพวกปืนพกปืนสั้นจะตาย เอาแตรของผมมาให้เร็วๆเถอะฮะ ผมจะให้ดูว่าผมสนุกกับการเป่าลมเข้าไปข้างในขนาดไหน”
มาดามเลอปิก
“ถ้ายังงั้นแกโกหกทำไม แกต้องการให้พ่อของแกไม่สบายใจใช่ไหม เวลาคนเราชอบแตร จะไม่บอกว่าชอบปืนหรอก และที่สำคัญจะไม่บอกว่าเห็นปืนในเมื่อไม่ได้เห็นอะไรเลย อีกอย่างเพื่อเป็นการสั่งสอนแก แกจะไม่ได้ทั้งปืนทั้งแตร ดูซะให้ดีๆ มีพู่สีแดงสามพู่และธงตะเข็บทองด้วย เอาล่ะ ดูพอแล้วนะ
ตอนนี้ก็ไสหัวไปซะจะไปไหนก็ไป ไปวิ่งเล่นเข้า แล้วก็เป่าขลุ่ยในนิ้วของแกไป”
ที่หลังตู้บนกองผ้าสีขาว แตรของหัวแครอทม้วนอยู่ในพู่สีแดงทั้งสามกับธงตะเข็บทองกำลังเฝ้ารอใครสักคนมาเป่า แตรที่เอื้อมไม่ถึง ไม่อาจแลเห็นได้และใบ้เงียบราวกับแตรของการตัดสินครั้งสุดท้าย

     ปอยผม

ทุกวันอาทิตย์มาดามเลอปิกบังคับให้ลูกชายทั้งสองไปพิธีมิซซา พวกเขาถูกจับแต่งตัวหล่อและพี่แอร์เนสตีนเป็นคนจัดการเรื่องเสื้อผ้าของพวกเขาด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้เธอเองอาจต้องพลอยแต่งตัวสายไปด้วย เธอเลือกเนคไท ตะไบเล็บ แจกหนังสือสวดมนต์และเอาเล่มที่ใหญ่ที่สุดให้หัวแครอท แต่ที่สำคัญเธอแต่งผมให้กับน้องชายทั้งสองด้วยขี้ผึ้งใส่ผม เธอชอบนักล่ะ ไอ้ขี้ผึ้งใส่ผมเนี่ย
ถ้าหัวแครอทยอมให้แต่งผมด้วยขี้ผึ้งราวกับฌอง ฟิลลู เฟลิกซ์พี่ชายไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เขาเตือนพี่สาวของตนว่า เขาจะมีน้ำโหเข้าให้ ถ้าเธอแอบใส่ขี้ผึ้งให้เขา
“ครั้งนี้ฉันลืมไป” เธอบอก “ฉันไม่ได้เจตนาและฉันสาบานกับนายเลยว่าตั้งแต่วันอาทิตย์หน้าเป็นต้นไปนายจะไม่มีขี้ผึ้งบนผมอีก”
และเธอก็ทำสำเร็จ ใส่ขี้ผึ้งเพียงนิดๆ หน่อยๆ ให้น้องชายได้ทุกทีไป
“เดี๋ยวมีเรื่องแน่” พี่เฟลิกซ์เอ่ยขึ้น
เช้านี้ เขานุ่งผ้าเช็ดตัว ก้มหัวลงและพี่แอร์เนสตีนแอบๆ ใส่ขี้ผึ้งให้อีกตามเคย เขาเลยไม่ทันเห็น
“ดูสิ” เธอบอก “ฉันทำตามที่นายบอกเลยนะ  นายจะได้ไม่ต้องบ่นอีก ดูกระปุกปิดฝาทบนเตาผิงไฟโน่นสิ ฉันใจดีไหมล่ะ อีกอย่าง ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษสักหน่อย ฉันอาจจะต้องใช้ซีเมนต์ให้เจ้าหัวแครอท แต่กับนาย ถึงใส่ขี้ผึ้งไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมของนายทั้งหยิกทั้งยังพองตัวขึ้นเอง ยังกับดอกกะหล่ำอย่างไรอย่างนั้น และรอยแสกผมนี่จะอยู่ทรงไปจนถึงค่ำ”
“ขอบใจนะ” พี่เฟลิกซ์บอก
เขาลุกขึ้นไม่ได้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด ไม่ได้ใส่ใจเอามือแตะบนเส้นผมเพื่อตรวจดูตามปกติ
พี่แอร์เนสตีนแต่งตัวให้เขาเสร็จสรรพ เสริมหล่อและสวมถุงมือผ้าไหมหยาบๆ สีขาวให้เขา
“เสร็จแล้วหรือ” พี่เฟลิกซ์ถาม
“นายเปล่งรัศมียังกับเจ้าชายแน่ะ” พี่แอร์เนสตีนบอก “ทีนี้ก็เหลือแต่หมวก ไปหยิบเอาเองในตู้ก็แล้วกันนะ”
แต่พี่เฟลิกซ์หลอกให้ตายใจ  เดินผ่านตู้ไปและวิ่งไปเปิดตู้กับข้าวและคว้าเอาเหยือกใส่น้ำอยู่เต็มราดลงบนหัวหน้าตาเฉย
“ฉันเตือนเธอแล้วไง พี่สาว” เขาพูด “ฉันไม่ชอบให้ใครมาล้อฉันเล่นแบบนี้ เธอเองก็ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ริมาหลอกผู้อาวุโสชั้นเซียนเรอะ”
“ถ้าเธอยังทำอีกล่ะก็ ฉันจะเอาขี้ผึ้งใส่ผมของเธอไปทิ้งแม่น้ำซะ”
ผมของเขาแบนแปล้ ชุดสูทวันอาทิตย์โชกชุ่มน้ำที่ไหลเอ่อและเปียกปอนไปทั่ว เขารอให้คนมาเปลี่ยนชุดให้หรือไม่ก็รอตากแดดให้แห้ง จะอย่างไรช่าง เขาไม่สนอยู่แล้ว
“เจ้าหมอนี่มันยอดจริงๆ”  หัวแครอทรำพึงกับตัวเอง นิ่งอยู่กับที่ด้วยความชื่นชม “หมอนี่มันไม่เกรงกลัวใครทั้งนั้น และถ้าฉันลองเลียนแบบมันบ้าง ใครๆก็คงจะพากันหัวเราะ ปล่อยให้เชื่อกันต่อไปดีกว่าว่าฉันไม่ได้เกลียดขี้ผึ้งใส่ผม”
ทว่า ขณะที่หัวแครอทยอมแพ้ด้วยหัวใจชินชา เส้นผมของเขากลับแก้แค้นให้โดยไม่รู้ตัว
หลังจากพวกมันสิ้นลมหายใจอยู่ใต้ฤทธิ์ของขี้ผึ้งใส่ผมได้สักพักหนึ่ง พวกมันก็ปัดป่ายไปทุกทิศทาง และด้วยแรงที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ผมเงางามที่อยู่ทรงก็นูนขึ้นเป็นเนิน เส้นผมใส่ขี้ผึ้งเริ่มเป็นแตกเป็นรอยแยกและทิ่มทะลุผมที่จัดทรงแล้ว
จะว่าไปก็คล้ายกับฟางที่น้ำแข็งกำลังละลาย ในไม่ช้าปอยผมกระจุกแรกก็เด้งโด่ขึ้นเด่ตรงดิ่งและเป็นอิสระ

อาบน้ำ

ใกล้จะสี่โมงเย็นในอีกไม่ช้า หัวแครอทเลยกระสับกระส่ายและปลุกเมอซิเออร์เลอปิกกับพี่เฟลิกซ์ที่กำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นเฮเซลในสวน
“จะไปกันหรือยังฮะ” เขาถาม
พี่เฟลิกซ์: ไปสิ เอากางเกงว่ายน้ำไปด้วยไหม
เมอซิเออร์เลอปิก: ยังร้อนไป
พี่เฟลิกซ์: ผมชอบตอนมีแดดมากกว่า
หัวแครอท: และที่ริมน้ำพ่อจะสบายกว่าที่นี่นะฮะ จะได้ไปนอนบนทุ่งหญ้าไงฮะ
เมอซิเออร์เลอปิก: เอ้า พวกแกเดินนำหน้าไปก่อนและค่อยๆเดินล่ะเดี๋ยวจะไม่สบายเอา
แต่หัวแครอทลดความเร็วลงอย่างยากลำบากและรู้สึกเป็นเหน็บชาที่เท้า เขาพาดกางเกงว่ายน้ำเรียบๆ ไม่มีลวดลายกับกางเกงว่ายน้ำสีแดงสลับน้ำเงินของพี่เฟลิกซ์ไว้บนบ่า ท่าทางกระปรี้กระเปร่า เขาพูดจ้อและร้องเพลงให้ตัวเองฟังคนเดียว กระโดดข้ามบรรดากิ่งไม้ แหวกว่ายอยู่ในอากาศและพูดกับเฟลิกซ์พี่ชายว่า
“นายว่ามันจะกำลังเย็นสบายไหม ตรงที่เรากำลังจะไปขยับแข้งขยับขากันน่ะ”
“นายมันเหลี่ยมจัด”  พี่เฟลิกซ์ตอบอย่างดูถูกและเอาจริงเอาจัง
หัวแครอทจึงสงบลงไปในทันใด
เขากระโดดอย่างคล่องแคล่วข้ามกำแพงก้อนหินแห้งเล็กๆ เป็นคนแรกไม่เท่าไหร่  แม่น้ำก็ปรากฏขึ้นในทันใด ไหลรินอยู่เบื้องหน้าเขา ช่วงเวลาของเสียงหัวเราะจึงสิ้นสุดลง
แสงสะท้อนอันเย็นยะเยือกส่องประกายอยู่บนสายน้ำอันเริงร่า สายน้ำซัดสาดราวกับซี่ฟันกระทบกันและระเหยกลิ่นไออันไร้รสชาติ
ถึงคราวต้องลงไปในนั้น ไปอยู่สักพักใหญ่และจัดการกับมันแล้ว ในขณะที่เมอซิเออร์เลอปิกกำลังจะจับเวลาบนนาฬิกาข้อมือของเขาและนับนาทีที่ได้กำหนดไว้อยู่นั้น หัวแครอทตัวสั่น ความกล้าซึ่งได้ถูกปลุกเร้าให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกสักระยะได้หนีหายไปในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะอีกครั้ง และภาพของสายน้ำที่ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดในระยะไกลทำให้เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
หัวแครอทอยู่ห่างออกมา เริ่มถอดเสื้อผ้าออก เขาต้องการปิดบังความผอมแห้ง และเท้าทั้งสอง แต่ต้องการตัวสั่นอยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องอายใครเสียมากกว่า
เขาถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นและบรรจงพับบนทุ่งหญ้า เดี๋ยวผูกเดี๋ยวแก้เชือกรองเท้าไม่รู้จักจบจักสิ้น
เขาใส่กางเกงว่ายน้ำ ถอดเสื้อเชิ้ตตัวสั้น และเหงื่อออกราวกับน้ำตาลของแอปเปิ้ลที่เหนียวติดเข็มขัดกระดาษ เขาจึงรออีกสักพัก
พี่เฟลิกซ์ได้จับจองเป็นเจ้าของแม่น้ำเป็นเรียบร้อยแล้ว เขาเคลื่อนไหวทุบตีดุจดังเป็นนาย ใช้แขนฟาดตี กระทืบส้นเท้า ทำให้เกิดฟองและปั่นป่วนสายน้ำด้วยการไล่ต้อนกลุ่มเกลียวคลื่นที่เกรี้ยวกราดจากกลางน้ำไปยังริมฝั่ง
“จะไม่ลงแล้วหรือเจ้าหัวแครอท” เมอซิเออร์เลอปิกถาม
“ผมรอให้ตัวแห้งก่อนฮะ” หัวแครอทบอก สุดท้ายเขาตัดใจได้และนั่งลงกับพื้นเอานิ้วเท้าที่ถูกรองเท้าคับๆ บีบรัดแตะเรี่ยผิวน้ำ
ขณะเดียวกัน เขาก็เอามือลูบกระเพาะที่อาจจะยังย่อยไม่เสร็จ จากนั้นเขาก็ปล่อยตัวให้เลื่อนไถลไปตามแนวยาวของบรรดารากไม้ซึ่งขูดเอาน่อง ต้นขา และก้นของเขาจนถลอก พอน้ำสูงขึ้นจนถึงหน้าท้อง เขาก็จะขึ้นฝั่งและวิ่งหนีไป รู้สึกราวกับถูกเส้นเชือกเปียกชุ่มค่อยๆ พันรอบตัวเหมือนพันรอบลูกข่าง แต่แล้วกองดินที่เขาเหยียบอยู่ก็ยุบฮวบลงและหัวแครอทล้มลงจมหายไป เขาดิ้นตะเกียกตะกายและลุกขึ้นยืนพร้อมกับไอ ถ่มน้ำลาย สำลัก หายใจไม่ออก หูตาพร่ามัวและหน้ามืดวิงเวียน
“แกดำน้ำเก่งนี่ เจ้าลูกชาย” เมอซิเออร์เลอปิกพูดกับเขา
“ฮะ” หัวแครอทบอก “แต่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ น้ำเข้าหูของผมทั้งสองข้างเลย และเดี๋ยวก็ได้ปวดหัวกันพอดี”
เขาหาบริเวณที่สามารถหัดว่ายน้ำได้ นั่นหมายถึงหัดตีแขนในขณะที่หัวเข่าของเขาเดินอยู่บนพื้นทราย
“แกรีบร้อนเกินไป” เมอซิเออร์เลอปิกบอกเขา “อย่ากำมือแหวกว่ายแบบนั้นสิ ทำยังกับจะกระชากผมตัวเองงั้นแหละ แล้วก็ขยับขาสองข้างของแกที่ไม่ได้ทำอะไรซะสิ”
“ว่ายน้ำโดยไม่ใช้ขายากกว่าอีกฮะ” หัวแครอทบอก
แต่แล้วพี่เฟลิกซ์ก็มาขัดขวางไม่ให้เขาหัดว่ายน้ำและคอยรังควานอยู่ตลอดเวลา
“หัวแครอท มานี่สิ ที่นี่มีแอ่งมากกว่า ฉันยืนไม่ถึงจะจมแล้ว ดูนะ นี่นายเห็นฉันอยู่ ระวังนะ นายจะไม่เห็นฉันแล้ว ตอนนี้นายก็ไปยืนที่โน่นตรงต้นวิลโลว์ อย่าขยับล่ะ ฉันพนันว่าจะว่ายไปหานายภายในสิบช่วงแขน”
“ฉันนับนะ” หัวแครอทที่เนื้อตัวสั่นด้วยความหนาวเอ่ยขึ้น ไหล่อยู่เหนือน้ำและนิ่งไม่ไหวติงราวกับหลักกิโลเมตรจริงๆ เขาคุกเข่าลงอีกครั้งเพื่อว่ายน้ำ แต่พี่เฟลิกซ์ปีนขึ้นบนหลังของเขาและโหม่งหัวดำลงในน้ำ
“ตานาย ถ้านายอยาก ก็ปีนขึ้นบนหลังฉันได้”
“ปล่อยให้ฉันหัดว่ายน้ำอย่างสงบเถอะ” หัวแครอทบอก
“เอาล่ะ” เมอซิเออร์เลอปิกตะโกนบอก “ขึ้นมาดื่มเหล้ารัมย์กันคนละหยดสองหยดได้แล้ว”
“ขึ้นแล้วเหรอฮะ”  หัวแครอทพูด
ตอนนี้เขาไม่อยากขึ้นจากน้ำอีกแล้ว เขายังเล่นน้ำไม่เต็มอิ่มเลย สายน้ำที่เขาต้องลาจากไปไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้เขาอีกต่อไป จากลูกตะกั่วเมื่อตะกี้ ตอนนี้กลับกลายเป็นขนนก เขาต่อสู้ด้วยความกล้าหาญอันบ้าคลั่ง เผชิญหน้ากับภยันตราย พร้อมเสี่ยงชีวิตตนเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น และเต็มใจกระทั่งยอมจมหายไปใต้น้ำเพื่อลิ้มรสความหวาดกลัวและทุกข์ทรมานของคนกำลังจมน้ำ
“เร็วๆเข้า” เมอซิเออร์เลอปิกร้องตะโกน “ไม่งั้นพี่เฟลิกซ์จะดื่มเหล้ารัมย์หมดนะ”
ถึงแม้ว่าหัวแครอทจะไม่ชอบเหล้ารัมย์แต่เขาก็บอกว่า
“ผมไม่ให้ส่วนของผมกับใครทั้งนั้น”
และเขาก็ดื่มราวกับทหารแก่นายหนึ่ง
เมอซิเออร์เลอปิก: แกล้างตัวไม่เกลี้ยง ยังมีขี้โคลนสกปรกติดอยู่ที่ข้อเท้าแกอยู่เลย
หัวแครอท: เศษดินน่ะฮะพ่อ
เมอซิเออร์เลอปิก: ไม่ใช่ นี่มันขี้โคลนสกปรก
หัวแครอท: พ่อจะให้ผมกลับไปล้างใหม่ไหมฮะ
เมอซิเออร์เลอปิก: แกค่อยล้างออกพรุ่งนี้แล้วกัน พวกเราจะกลับมาใหม่
หัวแครอท: ดีจังฮะ  ขอให้อากาศดีๆ เถอะ
เขาใช้มุมแห้งของผ้าเช็ดตัวตรงที่พี่เฟลิกซ์ไม่ได้ทำเปียกเช็ดตัวเพียงเล็กน้อย รู้สึกหนักหัวและกระแอมอยู่ในคอ เขาระเบิดเสียงหัวเราะและทั้งพี่ชายกับเมอซิเออร์เลอปิกพากันล้อเลียนนิ้วเท้าที่ถูกบีบของเขากันยกใหญ่

 โอโนรีน

มาดามเลอปิก: เธออายุเท่าไหร่แล้วโอโนรีน
โอโนรีน: หกสิบเจ็ดปีตั้งแต่วันตูสแซงต์เจ้าค่ะมาดามเลอปิก
มาดามเลอปิก: เธอนี่แก่แล้วนะ แม่หญิงชราที่น่าสงสารของฉัน
โอโนรีน: นั่นไม่ได้พิสูจน์อะไรดอกเจ้าค่ะ ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรงทำงานอยู่ อีฉันเองไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย อีฉันว่าพวกม้ามันยังไม่ทรหดอดทนเท่าอีฉันเลยเจ้าค่ะ
มาดามเลอปิก: เธออยากให้ฉันบอกอะไรเธอสักอย่างไหมโอโนรีน เธอน่ะจะสิ้นลมหายใจอย่างปัจจุบันทันด่วน ในเย็นวันหนึ่งตอนกลับจากแม่น้ำ เธอจะรู้สึกว่ากระบุงของเธอมันหนักขึ้น รถเข็นของเธอก็หนักขึ้นและเข็นยากกว่าเย็นวันอื่นๆ และเธอจะล้มคุกเข่าลงระหว่างด้ามจับทั้งสองข้าง จมูกอยู่บนเสื้อผ้าที่เปียกปอนของเธอและเธอก็จะสิ้นลมหายใจลง พวกเราจะยกร่างอันไร้วิญญาณของเธอขึ้น
โอโนรีน: คุณผู้หญิงทำให้อีฉันขำ มาดามเลอปิกอย่ากลัวไปเลยเจ้าค่ะ แขนขาอีฉันยังดีๆ อยู่
มาดามเลอปิก: เธอหลังค่อมเล็กน้อยก็จริง แต่เวลาหลังโก่งงอ ตอนซักผ้าตะโพกจะล้าน้อยลง น่าเสียดายที่สายตาของเธอฝ้าฟางลง  อย่าเถียงนะว่าไม่จริงโอโนรีน  ฉันสังเกตมาสักพักหนึ่งแล้ว
โอโนรีน: โอ้  อีฉันก็ยังมองเห็นแจ่มเหมือนเมื่อตอนที่อีฉันแต่งงานเลยนะเจ้าคะ
มาดามเลอปิก: เอ้า  งั้นเปิดตู้และหยิบจานมาให้ฉันสักใบสิ ใบไหนก็ได้ ถ้าเธอเช็ดจานชามของเธออย่างที่ควรจะเป็น แล้วทำไมยังมีไอน้ำนี่ล่ะ
โอโนรีน: ก็ในตู้มันชื้นนี่เจ้าคะ
มาดามเลอปิก: แล้วในตู้ยังมีรอยนิ้วเปรอะเปื้อนอยู่บนจานด้วย ดูคราบนี่สิ
โอโนรีน: ที่ไหนเจ้าคะมาดาม อีฉันไม่เห็นอะไรเลย
มาดามเลอปิก: ก็นี่ยังไงล่ะที่ฉันว่าเธอไป โอโนรีน ฟังฉันนะ ฉันไม่ได้บอกว่าเธอปล่อยปละละเลย เพราะจะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ถูก ฉันไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนไหนในละแวกนี้ที่ขยันขันแข็งเท่ากับเธอเลย เพียงแต่ว่าเธอน่ะแก่แล้ว ฉันก็เหมือนกัน ฉันเองก็แก่ลง พวกเราทุกคนต่างก็แก่ลงด้วยกันทั้งนั้น และบางครั้งความตั้งใจจริงอย่างเดียวมันไม่พอ พนันได้เลยว่า บางครั้งเธอคงรู้สึกคล้ายกับมีเส้นใยบางๆ อยู่ในตาเธอ และเธอพยายามถูขยี้เท่าไร มันก็ไม่ออก
โอโนรีน: ยังไงอีฉันก็ยังเบิ่งตามองได้ดีนะเจ้าคะ และอีฉันก็ไม่ได้มองเห็นเลือนราง อย่างกับเอาหัวจุ่มลงในถังน้ำเสียหน่อย
มาดามเลอปิก: จริงๆ นะโอโนรีน เชื่อฉันเถอะ เมื่อวานก็ทีหนึ่งล่ะ เธอหยิบแก้วสกปรกให้เมอซิเออร์เลอปิก ฉันไม่ได้พูดอะไรเพราะกลัวเธอจะเสียใจที่ก่อเรื่องขึ้นมา เมอซิเออร์เลอปิกเองก็ไม่ได้ว่ากระไร รายนั้นน่ะไม่เคยพูดอะไร แต่ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาเขาไปได้หรอก พวกเราคิดกันไปเองว่าเขาเป็นคนเฉยๆไม่ได้ใส่ใจอะไร ผิดถนัดเชียว  เขาสังเกตและจารึกทุกอย่างไว้ข้างหลังหน้าผาก
เขาเพียงแต่ใช้นิ้วดันแก้วของเธอออกและทนกินอาหารเที่ยงโดยไม่ดื่มน้ำ ฉันน่ะหนักใจแทนทั้งเธอและเขา
โอโนรีน: แย่จริงๆ ที่เมอซิเออร์เลอปิกต้องมาอึดอัดใจกับคนรับใช้ของท่าน  คุณผู้ชายเพียงแต่บอกกันสักคำ อีฉันจะได้เปลี่ยนแก้วให้
มาดามเลอปิก: ก็เป็นไปได้โอโนรีน แต่ว่าคนเจ้าเล่ห์กว่าเธอยังไม่ทำให้เมอซิเออร์เลอปิกที่ตัดสินใจปิดปากเงียบยอมเปิดปากพูดได้ แม้แต่ฉันเองยังยอมแพ้เลย อีกอย่าง ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่นั่น ฉันสรุปว่าสายตาของเธอน่ะแย่ลงวันละนิดๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรถ้าเป็นงานหยาบๆ หรืองานซักผ้า ส่วนงานที่ต้องใช้ความประณีตเธอไม่ต้องทำแล้ว ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นฉันยินดีจะหาคนมาช่วยเธอ…
โอโนรีน: อีฉันไม่มีวันยอมให้นังหน้าไหนมาเกะกะแข้งขาหรอกเจ้าค่ะมาดามเลอปิก
มาดามเลอปิก: ฉันว่าแล้วเชียว แลัวยังไงล่ะ ว่ากันตามตรง เธอจะให้ฉันทำยังไง
โอโนรีน: ทุกอย่างมันก็จะเป็นอย่านี้จนถึงวันตายของอีฉันนั่นแหละเจ้าค่ะ
มาดามเลอปิก: วันตายของเธอ  เธอคิดไปถึงวันตายของเธอแล้วหรือโอโนรีน เธอน่ะ อยู่จนฝังพวกเราทั้งหมดอย่างที่ฉันปรารถนาได้เลยนะ เดาไปเองแล้วมั้งว่าฉันรอจนถึงวันตายของเธอ
โอโนรีน: คุณผู้หญิงคงไม่คิดที่จะไล่อีฉันออกเพียงแค่เช็ดถูไม่เกลี้ยงดอกนะเจ้าคะ อีกอย่างอีฉันจะไม่ออกจากบ้านคุณผู้หญิงจนกว่าจะถูกโยนออกนอกประตูนั่นแหละเจ้าค่ะ และถ้าอยู่ข้างนอกแล้วอีฉันก็คงไปไม่รอดหรอกใช่ไหมเจ้าคะ
มาดามเลอปิก: ใครพูดกันว่าจะไล่เธอออกโอโนรีน เธอนั่นแหละที่หัวหูแดงไปหมด เราพูดคุยกันดีๆ แล้วเธอก็โมโหโกรธาไปเอง ทั้งยังพูดอะไรโง่ๆ ใหญ่โตเสียยิ่งกว่าโบสถ์ออกมาอีก
โอโนรีน: นั่นแหล่ะ  อีฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะเจ้าคะ
มาดามเลอปิก: แล้วฉันล่ะ การที่หูตาเธอฝ้าฟางลงมันไม่ใช่ความผิดทั้งของเธอและของฉัน ฉันหวังว่าหมอคงจะรักษาเธอหาย มันก็เป็นได้ แต่ระหว่างนี้ ระหว่างเราสองคน ใครกันล่ะที่ลำบากใจที่สุด เธอไม่เอะใจเลยว่าตาของเธอน่ะผิดปกติ งานบ้านงานเรือนก็พลอยปั่นป่วนไปด้วย ฉันเตือนเธอเอาบุญเพื่อกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและอีกอย่างดูเหมือนว่าฉันเองมีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกตด้วยความนุ่มนวลนะ
โอโนรีน: มากเท่าที่คุณผู้หญิงต้องการเลยเจ้าค่ะ ตามสบายเถอะเจ้าค่ะมาดามเลอปิก เมื่อตะกี้อีฉันเห็นตัวเองอยู่กลางถนน คุณผู้หญิงทำให้อีฉันอุ่นใจขึ้น ส่วนอีฉันจะดูแลจานชามอย่างดี รับประกันเจ้าค่ะ
มาดามเลอปิก: ฉันก็ขอเธอแค่นั้นแหล่ะ ฉันน่ะเป็นคนใจดีกว่าที่ใครๆ ร่ำลือกันนะโอโนรีน และฉันจะไม่ปลดเธอออกจากหน้าที่ถ้าเธอไม่บังคับให้ฉันต้องทำจริงๆ
โอโนรีน: ถ้าอย่างนั้นนะเจ้าคะมาดามเลอปิก ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วเจ้าค่ะ อีฉันคิดว่าตัวเองมีประโยชน์ และอีฉันจะตะโกนป่าวประกาศความอยุติธรรมถ้าคุณผู้หญิงไล่อีฉันออก แต่วันใด อีฉันรู้ตัวว่าตัวเองกลายเป็นภาระและแม้แต่จะอุ่นหม้อน้ำบนไฟยังทำไม่ได้ อีฉันก็จะไปจากที่นี่ทันทีด้วยตัวของอีฉันเองไม่ต้องให้ใครมาไล่
มาดามเลอปิก: และโดยไม่ลืมว่าบ้านหลังนี้ยังมีซุปเหลือไว้ให้เธอเสมอนะโอโนรีน
โอโนรีน: ไม่หรอกเจ้าค่ะมาดามเลอปิก ไม่ต้องถึงกับซุปดอกเจ้าค่ะแค่ขนมปังก็พอ ตั้งแต่แม่ไมต์เต้กินแต่ขนมปังแกก็ไม่ยอมตายสักที
มาดามเลอปิก: และเธอรู้ไหมว่าแกอายุปาเข้าไปอย่างน้อยก็ร้อยปีแล้วนะ และเธอรู้อะไรอีกอย่างไหมโอโนรีน พวกขอทานน่ะมีความสุขกว่าพวกเราอีกนะ จะบอกให้
โอโนรีน: ในเมื่อคุณผู้หญิงว่าอย่างงั้น อีฉันก็ว่าตามกันเจ้าค่ะมาดามเลอปิก

หม้อ

โอกาสที่หัวแครอทจะมีทำตัวให้เป็นประโยชน์กับครอบครัวนั้นมีไม่บ่อยนัก เขาแอบอยู่ในมุมมุมหนึ่งและรอให้จังหวะผ่านเข้ามา เขาสามารถรับฟังโดยไม่มีอคติและเมื่อถึงเวลา เขาก็จะออกมาจากเงาเฉกเช่นคนที่รู้จักครุ่นคิดไตร่ตรอง และเป็นเพียงคนเดียวที่มีสติท่ามกลางผู้ถูกตัณหาครอบงำ เขาจึงควบคุมเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆไว้ในกำมือ
อนึ่ง เขาเดาว่ามาดามเลอปิกต้องการความช่วยเหลือที่หลักแหลมและไว้ใจได้
แน่นอนนางจะไม่มีวันยอมรับเพราะความหยิ่งทะนงเกินเหตุ ข้อตกลงจึงกระทำขึ้นอย่างเป็นที่รู้กัน และหัวแครอทจะต้องลงมือปฏิบัติโดยไม่มีใครค่อยให้กำลังใจและไม่หวังสิ่งตอบแทน
เขาตัดสินใจเช่นนี้
ตั้งแต่เช้าจรดเย็น จะมีหม้อใบหนึ่งแขวนไว้ที่ท่อนเหล็กตรงเตาผิงไฟ หน้าหนาวที่ต้องใช้น้ำร้อนมาก ต้องเติมน้ำและเทจนหมดอยู่บ่อยครั้งและมันก็เดือดอยู่บนไฟแรง ในหน้าร้อน พวกเขาใช้น้ำร้อนกันแค่หลังมื้ออาหารสำหรับล้างจานเท่านั้น และเวลาที่เหลือ น้ำก็เดือดอย่างไร้ประโยชน์พร้อมกับเสียงหวูดร้องเบาๆ ที่ดังไม่หยุด ในขณะที่ใต้ก้นหม้อซึ่งมีรอยร้าว ฟืนสองท่อนยังคงมีควันไฟที่แทบจะมอดดับ
บางครั้งโอโนรีนไม่ได้ยินเสียงหวูดของน้ำ นางชะโงกหน้าและเงี่ยหูฟัง
“น้ำระเหยไปหมดแล้ว” นางเอ่ยขึ้น
นางเทน้ำถังหนึ่งลงในหม้อ เขี่ยฟืนทั้งสองท่อนเข้ามาใกล้กันและเขย่าขี้เถ้า ไม่ช้าเสียงหวูดร้องเบาๆ ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและโอโนรีนผู้นอนใจก็เลี่ยงไปทำธุระที่อื่น
ถ้ามีคนบอกนางว่า
“โอโนรีนทำไมเธอถึงอุ่นน้ำที่เธอไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรล่ะ เอาหม้อออกเสียสิ แล้วก็ดับไฟด้วย เธอเผาไม้เผาฟืนราวกับว่ามันไม่มีราคาค่างวด คนจนตั้งมากมายเท่าไหร่หนาวจนจะแข็งตายทันทีที่หน้าหนาวมาเยือน เธอเองก็เป็นผู้หญิงมัธยัสถ์แท้ๆ”
นางคงจะส่ายหัว นางเคยเห็นหม้อแขวนไว้ที่ปลายท่อนเหล็กมาแต่ไหนแต่ไร นางเคยได้ยินเสียงน้ำเดือดตลอดเวลา และหม้อที่ว่างเปล่า ไม่ว่าฝนจะตก ลมจะพัดหรือแดดจะส่อง นางจะคอยเติมน้ำให้เต็มเสมอ
และตอนนี้นางไม่จำเป็นต้องแตะหม้อหรือเห็นด้วยตาอีกต่อไปด้วยซ้ำ เพราะนางรู้จักมันจนเจนใจ เพียงแค่เงี่ยหูฟังและเมื่อหม้อเงียบลง นางก็สาดน้ำลงไปถังหนึ่งราวกับกำลังร้อยไข่มุกด้วยความเคยชินยิ่ง จนถึงบัดนี้นางยังไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
วันนี้ นางพลาดเป็นครั้งแรก
น้ำทั้งหมดราดลงบนกองไฟและกลุ่มควันของขี้เถ้าก็พวยพุ่งใส่โอโนรีนราวกับสัตว์เกรี้ยวโกรธที่ถูกรังควาน ควันไฟห่อหุ้มตัวนางไว้ ทำให้นางสำลักและปวดแสบปวดร้อน
นางส่งเสียงร้อง ไอจาม บ้วนน้ำลาย ขณะที่ถอยออกมา
“ขมจัง”  นางว่า “ฉันนึกว่าปีศาจมันโผล่มาจากใต้ดินเสียอีกแน่ะ”
ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทและแสบร้อน นางใช้มือดำเมี่ยมคลำหาในความมืดของเตาผิงไฟ
“อ้อ  ฉันเข้าใจแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ “หม้อไม่ได้อยู่ตรงนี้…อกอีแป้น ไม่จริง” นางว่า “เป็นไปไม่ได้ เมื่อตะกี้หม้อยังอยู่ตรงนี้แน่ๆ มันยังส่งเสียงดังหวีดหวิวเหมือนขลุ่ยอยู่เลย” ต้องมีใครมายกหม้อออกไปตอนที่โอโนรีนหันหลังไปเขย่าผ้ากันเปื้อนที่เต็มไปด้วยเปลือกผักผลไม้ที่หน้าต่างเป็นแน่
แต่ใครกันเล่า
มาดามเลอปิกดูท่าทางเคร่งขรึมและสงบนิ่งยืนอยู่บนพรมเช็ดเท้าหน้าห้องนอน
“เสียงอะไรกันโอโนรีน”
“เสียงอะไร  เสียงอะไรนะหรือเจ้าคะ”  โอโนรีนร้องตะโกน “วิบัติภัยใหญ่หลวงนักที่อีฉันส่งเสียงดัง  อีกนิดเดียวอีฉันก็จะถูกย่างแล้ว ดูรองเท้า กระโปรงและมือของอีฉันสิเจ้าคะ ขี้โคลนเปื้อนผ้าคาดอกของอีฉันและในกระเป๋าเสื้ออีฉันมีเศษก้อนถ่านด้วย”
มาดามเลอปิก: ฉันกำลังดูแอ่งน้ำที่ไหลหยดจากเตาผิงไฟโอโนรีน มันจะเลอะเทอะไปหมดนะ
โอโนรีน: ทำไมใครมาขโมยหม้อของอีฉันโดยไม่บอกไม่กล่าวกันก่อน หรือว่าคุณผู้หญิงยกออกไปเจ้าคะ
มาดามเลอปิก: หม้อใบนี้เป็นของทุกคนที่นี่นะโอโนรีน จะต้องให้ฉันหรือเมอซิเออร์เลอปิกหรือว่าลูกๆ ของฉันขออนุญาตเธอก่อนใช้อย่างงั้นกระมัง
โอโนรีน: อีฉันคงจะพูดอะไรโง่ๆ ออกไปเพราะอีฉันโมโหเหลือเกินน่ะเจ้าค่ะ
มาดามเลอปิก: โมโหพวกเราหรือโมโหตัวเอง แม่โอโนรีนผู้กล้าหาญของฉัน ว่ายังไงล่ะเธอโมโหใคร ฉันไม่ได้อยากรู้อยากเห็นหรอกนะแต่ฉันก็อยากรู้ว่าเธอน่ะโมโหใคร เธอทำให้ฉันกระอักกระอ่วนใจกับข้ออ้างที่ว่าหม้อหายไป แล้วเธอก็สาดน้ำในถังลงบนไฟทั้งยังงั้น แถมยังดื้อดึงเกินกว่าที่จะยอมรับความซุ่มซ่ามของตัวเอง แล้วยังไปเอาผิดกับคนอื่น เอาผิดกับฉันเองอีกด้วย ฉันว่ามันหนักเอาการอยู่จริงๆ
โอโนรีน: คุณหัวแครอทของฉัน รู้ไหมว่าหม้อของฉันอยู่ที่ไหน
มาดามเลอปิก: มันจะไปรู้ได้ยังไง เจ้านี่มันไอ้เด็กไม่รู้จักรับผิดชอบ ช่างหม้อของเธอเถอะ นึกถึงคำพูดของเธอเมื่อวานนี้ดีกว่า
“แต่วันใด อีฉันรู้ตัวว่าตัวเองนั้นแม้แต่จะอุ่นหม้อน้ำบนไฟยังทำไม่ได้ อีฉันก็จะไปจากที่นี่ทันทีด้วยตัวของอีฉันเองไม่ต้องให้ใครมาไล่”
แน่นอนฉันรู้ว่าหูตาเธอพร่ามัว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะอยู่ในสภาพที่สิ้นหวังแบบนี้ ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแล้วโอโนรีน ลองคิดดูว่าถ้าเธอเป็นฉัน และเธอก็เห็นอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนๆ กับฉัน คิดพิจารณาแล้วก็สรุปเอาเองแล้วกัน โอ้  อย่ากระดากอายไปเลย ร้องไห้เสียเถอะ มันน่าเสียน้ำตาให้อยู่หรอก

     อมพะนำ

“แม่ฮะ  โอโนรีน”
………
มันจะเอาอะไรอีกเจ้าหัวแครอท มันจะทำให้ทุกอย่างพังหมด โชคดีนักที่ภายใต้สายตาอันเย็นชาของมาดามเลอปิกเจ้าหัวแครอทหยุดทันที
จะไปบอกโอโนรีนทำไม
“ฉันเอง โอโนรีน”
ไม่มีอะไรที่จะสามารถช่วยเหลือหญิงชราได้อีกแล้ว นางมองไม่เห็นอีกแล้ว ให้นางมองไม่เห็นต่อไป ช่างนางเถอะ เร็วหรือช้านางก็ต้องยอมแพ้อยู่ดี คำสารภาพของเขารังแต่จะทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดยิ่งขึ้น ให้นางจากไปโดยไม่ต้องระแวงสงสัยเจ้าหัวแครอทและให้นางคิดไปเองว่าถูกโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเข้าเล่นงาน แล้วจะไปบอกมาดามเลอปิกทำไมกันเล่า
“แม่ฮะ ผมเอง”
มีประโยชน์อะไรที่จะโอ้อวดวีรกรรมและร้องขอรอยยิ้มแห่งเกียรติยศ นอกจากนี้เขายังอาจนำภัยมาถึงตัวเพราะเขารู้ดีว่ามาดามเลอปิกสามารถปฏิเสธคำสารภาพของเขาต่อหน้าสาธารณชนได้ โดยหาว่าเขาไปจุ้นจ้านเรื่องของนางหรือเด็ดกว่านั้นว่าเขาเสแสร้งช่วยแม่ของเขากับโอโนรีนหาหม้อ
และเมื่อถึงเวลาที่ทั้งสามคนมาช่วยกันหาหม้อ เขาเป็นคนที่แสดงความกระตือรือร้นที่สุด
มาดามเลอปิกไม่สนใจใยดีเลิกหาเป็นคนแรก
โอโนรีนบ่นพึมพำยอมรับชะตากรรมของตนและถอยห่างออกมา และในไม่ช้าความกระดากใจก็เกือบทำให้หัวแครอทยอมแพ้ เขาดึงตัวเองกลับคืนมาราวกับกลับเข้าสู่ฝัก เฉกเช่นเครื่องมือแห่งความยุติธรรมที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไป

 อากัตต์

อากัตต์ หลานสาวของโอโนรีนมาทำงานแทนนาง
หัวแครอทลอบสังเกตผู้มาใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หล่อนเป็นคนที่จะดึงดูดเบี่ยงเบนความสนใจของครอบครัวเลอปิกจากเขาไปตลอดระยะเวลาหลายวัน
“อากัตต์” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “การเคาะประตูก่อนเข้าไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องพังประตูด้วยกำปั้นพลังม้าหรอกนะ”
“เริ่มแล้ว” หัวแครอทพูดกับตัวเอง “แต่ฉันจะรอดูตอนอาหารเที่ยง”
พวกเขารับประทานอาหารในห้องครัวใหญ่ อากัตต์พาดผ้าเช็ดมืออยู่บนแขนเตรียมพร้อมจะวิ่งจากเตาไปยังตู้ จากตู้ไปยังโต๊ะ เพราะหล่อนเดินเหินอย่างสงบเสงี่ยมไม่เป็นหล่อนจึงชอบหายใจหอบและให้เลือดสูบฉีดบนแก้ม
และหล่อนยังพูดเร็วเกินไป หัวเราะเสียงแหลมเกินไปและอยากเกินไปที่จะทำอะไรให้ออกมาดีๆ
เมอซิเออร์เลอปิกมานั่งที่โต๊ะเป็นคนแรก คลี่ผ้าเช็ดปากของตัวเองออก ผลักจานของตนไปยังอาหารที่เห็นตรงหน้า ตักเนื้อกับซอสแล้วดึงจานกลับมา รินน้ำ นั่งหลังงอ หลุบตาต่ำ วันนี้เขากินแต่น้อยเหมือนทุกวันโดยไม่ใส่ใจอะไร
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนจานอาหาร เขาเอนตัวพิงเก้าอี้และขยับต้นขา
มาดามเลอปิกตักอาหารให้ลูกๆ ด้วยตัวเอง ตักให้พี่เฟลิกซ์คนแรกเพราะว่ากระเพาะของเขาร้องบอกความหิว ตามด้วยพี่แอร์เนสตีนในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ สุดท้ายก็หัวแครอทผู้นั่งอยู่สุดโต๊ะอาหาร
เขาไม่เคยขออาหารเพิ่มราวกับว่านั่นคือสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด อาหารส่วนเดียวจะต้องเพียงพอ ถ้าใครเสนออาหารให้ เขาจะตอบรับโดยไม่ดื่มอะไร และจะกินข้าวที่เขาไม่ชอบไปเยอะๆ เพื่อเอาใจมาดามเลอปิกซึ่งเป็นคนเดียวในครอบครัวที่โปรดปรานข้าวเป็นพิเศษ
พี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนผู้ซึ่งมีอิสระมากกว่าต้องการตักอาหารเพิ่มรอบที่สอง พวกเขาใช้วิธีเดียวกับเมอซิเออร์เลอปิกโดยการผลักจานของตนไปข้างๆ จานกับข้าว
แต่ทว่าไม่มีใครพูดอะไร
“พวกเขาเป็นอะไรกันไปนะ” อากัตต์รำพึงกับตัวเอง
พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรสักนิด พวกเขาก็เป็นแบบนี้เท่านั้นแหละ หล่อนไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้อ้าปากหาว แขนกางออกต่อหน้าคนนั้นทีต่อหน้าคนนี้ที
เมอซิเออร์เลอปิกรับประทานอาหารอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังบดเคี้ยวเศษแก้ว
มาดามเลอปิกที่ถึงแม้ระหว่างมื้ออาหารจะช่างพูดยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทอง กลับออกคำสั่งที่โต๊ะอาหารด้วยการทำท่าทางและให้สัญญาณด้วยศีรษะ
พี่แอร์เนสตีนเงยหน้ามองเพดาน
พี่เฟลิกซ์ปั้นไส้ขนมปังของเขา และหัวแครอทผู้ไม่มีถ้วยน้ำอีกต่อไปกังวลแต่เพียงว่าจะต้องไม่เช็ดจานของเขาเร็วเกินไปเพราะความตะกละ หรือช้าเกินไปเพราะความอืดอาดยืดยาด ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องคิดคำนวณยุ่งยาก
จู่ๆ เมอซิเออร์เลอปิกก็ลุกไปเติมน้ำในเหยือก
“ฉันควรจะไปเติมน้ำเองเจ้าค่ะ” อากัตต์เอ่ยขึ้น
แต่จะว่าไป หล่อนไม่ได้พูดออกมาหรอก ได้แต่คิดอยู่ในใจเสียมากกว่า นางติดเชื้อจากทุกคนเสียแล้ว คือ ลิ้นหนัก ไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยวาจา แต่กลับคิดว่าตนได้กระทำความผิด หล่อนจึงระวังตัวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
เมอซิเออร์เลอปิกแทบจะไม่เหลือขนมปัง ครั้งนี้อากัตต์จะไม่ยอมให้ถูกชิงตัดหน้าไปก่อนอีกแล้ว หล่อนเฝ้าดูเมอซิเออร์เลอปิกจนกระทั่งลืมคนอื่นๆ และเมื่อมาดามเลอปิกเอ่ยขึ้นห้วนๆว่า
“อากัตต์ รากงอกแล้วหรือไงยะแม่คุณ”
เพื่อเตือนความจำในสิ่งที่หล่อนต้องทำ
“เจ้าค่ะ”มาดาม อากัตต์ตอบ
แล้วหล่อนก็แยกร่างพร้อมๆ กับทวีความสนใจโดยไม่ละสายตาจากเมอซิเออร์เลอปิก หล่อนต้องการเอาชนะเขาด้วยความเอาใจใส่ของหล่อนและพยายามที่จะทำตัวให้แตกต่าง
ตอนนี้ล่ะ
เมื่อเมอซิเออร์เลอปิกกัดขนมปังของตนเป็นคำสุดท้าย หล่อนก็รีบไปที่ตู้และหยิบขนมปังกลมหนักห้าปอนด์ที่ยังไม่มีใครกินมาทั้งก้อน แล้วยื่นให้เขาด้วยความปิติยินดีและสุขใจที่คาดเดาความปรารถนาของเจ้านายออก
แต่ทว่าเมอซิเออร์เลอปิกกลับผูกผ้าเช็ดปาก ลุกจากโต๊ะ สวมหมวกและไปสูบบุหรี่ในสวน
เมื่อเขากินอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว เขาจะไม่เริ่มกินใหม่อีกหรอก
อากัตต์งวยงงแน่นิ่งอยู่กับที่ ถือขนมปังวงกลมหนักห้าปอนด์อยู่บนท้องของหล่อน ดูละม้ายคล้ายกับหุ่นขี้ผึ้งโฆษณาของโรงงานผลิตอุปกรณ์ช่วยชีวิต

แผนงาน

“เธอคงประหลาดใจสินะ” หัวแครอทเอ่ยขึ้นทันทีที่อากัตต์และเขาอยู่กันตามลำพังในครัว “อย่าท้อใจไปเลยนะ เธอจะได้เจออย่างอื่นอีกมาก ว่าแต่จะเอาขวดพวกนี้ไปไหนหรือ”
“ไปห้องเก็บไวน์ใต้ดินเจ้าค่ะ เมอซิเออร์หัวแครอท”
หัวแครอท: ว่าไงนะ ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนไปห้องเก็บไวน์ ตั้งแต่วันที่ลงบันไดปุโรทั่งที่พวกผู้หญิงลื่นล้มและเสี่ยงคอหักนั่นแล้ว ฉันกลายเป็นผู้ชายที่พึ่งพาได้ตั้งแต่นั้นมา ฉันรู้จักแยกผนึกขวดสีแดงกับผนึกขวดสีน้ำเงิน ขายพวกถังไวน์เก่าๆ เพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆให้ตัวเอง พวกหนังกระต่ายป่าก็เหมือนกันและฉันก็เอาเงินให้แม่ เรามาตกลงกันก่อน จะได้ไม่ไปก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน
ตอนเช้าฉันเป็นคนเปิดประตูให้หมาและเอาซุปให้มันกิน ตอนเย็นฉันผิวปากให้มันมานอน ถ้ามันมัวแต่เถลไถลอยู่บนถนนฉันจะรอมัน อีกอย่างแม่รับปากว่าจะให้ฉันปิดประตูเล้าไก่ทุกครั้ง ฉันถอนหญ้าที่จำเป็นต้องรู้จัก ซึ่งฉันจะเคาะดินใต้เท้าเพื่อกลบหลุมและเอาหญ้าไปเลี้ยงพวกสัตว์
ส่วนเรื่องการฝึกงาน ฉันช่วยพ่อเลื่อยไม้ ฆ่าสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ที่ยังไม่ตายและเธอกับพี่แอร์เนสตีนก็ถอนขนมัน ฉันผ่าท้องปลาและควักไส้ข้างในออกพร้อมกับใช้ส้นเท้ากระทืบเครื่องในของพวกมัน ส่วนเธอก็ถอดเกล็ดปลาและดึงถังขึ้นจากบ่อน้ำเป็นต้น ฉันจะช่วยคลี่ขดด้ายออก ฉันเป็นคนบดกาแฟนะ
เมื่อเมอซิเออร์เลอปิกถอดรองเท้าสกปรกออก ฉันจะหยิบไปวางไว้ที่ระเบียงทางเดิน แต่พี่แอร์เนสตีนจะไม่ยอมให้ใครมาหยิบรองเท้าสวมเดินในบ้านที่เธอปักเย็บด้วยตัวเอง
ฉันจะรับผิดชอบเรื่องจ่ายตลาดที่หลักๆ การเดินระยะทางไกลๆ และไปร้านขายยาหรือไปหาหมอ
ส่วนเธอก็วิ่งไปซื้อเสบียงเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้าน แต่เธอจะต้องไปซักผ้าที่แม่น้ำสองสามชั่วโมงต่อวันไม่ว่าลมฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร นี่คงจะเป็นงานที่หนักที่สุดของเธอ สาวน้อยผู้น่าสงสาร ฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ว่าบางครั้งฉันจะพยายามช่วยเธอถ้าเธอจะตากผ้าบนรั้วต้นไม้
ฉันนึกคำแนะนำออกอย่างหนึ่ง ห้ามตากผ้าบนต้นไม้ผลเป็นอันขาด เมอซิเออร์เลอปิกจะกระชากผ้าลงบนพื้นโดยไม่บอกไม่กล่าวและมาดามเลอปิกจะไล่เธอไปซักผ้าที่มีรอยเปื้อนอีกรอบ
ฉันจะแนะนำเรื่องรองเท้าให้นะ ทาไขมันมากๆ บนรองเท้าสำหรับล่าสัตว์และลงยาขัดเงาแต่น้อยบนรองเท้าบูทเพราะมันจะทำให้หนังไหม้
ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายกับพวกกางเกงที่เปื้อนโคลนหรอกนะ เมอซิเออร์เลอปิกยืนยันว่าโคลนช่วยถนอมกางเกง เขาเหยียบย่ำบนกลางดินที่ไถพรวนแล้วโดยไม่ถลกขากางเกงขึ้น ส่วนฉันชอบพับขากางเกงขึ้นมากกว่าเวลาเมอซิเออร์เลอปิกพาฉันไปด้วย และฉันแบกย่ามใส่สัตว์
“หัวแครอท” เขาบอกผมว่า “แกไม่มีวันจะเป็นนักล่าสัตว์ที่เอาจริงเอาจังได้หรอก”
และมาดามเลอปิกบอกกับผมว่า
“ระวังตัวให้ดีเถอะถ้าแกทำตัวสกปรก”
“มันเป็นเรื่องของรสนิยมนะ โดยรวมแล้วเธอคงจะไม่ลำบากนักหรอก ช่วงปิดเทอมพวกเราจะแบ่งงานกันทำและเธอก็จะมีงานน้อยลง พอพี่สาวพี่ชายของฉันและตัวฉันเองกลับไปอยู่โรงเรียนประจำ ทุกอย่างจะกลับเป็นเหมือนเดิม อีกอย่างไม่มีใครที่ดูใจร้ายใจดำหรอกนะ ถามเพื่อนๆ ของพวกเราดูได้ พวกเขาทุกคนจะยืนยันกับคุณว่าพี่แอร์เนสตีนของผมนั้นอ่อนโยนดุจนางฟ้า พี่เฟลิกซ์ของผมใจดีมีเมตตา เมอซิเออร์เลอปิกเป็นคนที่มีความคิดตรงไปตรงมาและตัดสินด้วยความยุติธรรม ส่วนมาดามเลอปิกนั้นมีพรสวรรค์ของแม่ครัวหัวป่าที่หาได้ยากยิ่ง บางทีเธออาจจะรู้สึกว่าฉันมีนิสัยแย่ที่สุดในบ้าน แต่ลึกๆ แล้วฉันก็มีคุณค่าพอๆ กับคนอื่น เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีปฏิบัติกับฉัน ส่วนที่เหลือฉันก็รู้จักใช้เหตุใช้ผล ฉันแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองโดยไม่ได้เสแสร้งถ่อมตัว ฉันพัฒนาปรับปรุงตัวเองและถ้าเธอทำเช่นเดียวกันสักหน่อย พวกเราก็จะอยู่ร่วมกันด้วยสติปัญญาอันดีงาม แล้วก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าเมอซิเออร์อีกนะ เรียกว่าฉันว่า หัวแครอท เหมือนกับทุกๆ คน มันสั้นกว่าที่จะเรียกว่าเมอซิเออร์เลอปิกผู้ลูก ผมขออย่างเดียวว่าอย่าใช้สรรพนามว่า เธอ กับฉัน แบบเดียวกับที่โอโนรีนยายของเธอใช้ เพราะว่าแกทำให้ฉันหงุดหงิดเสียทุกทีไป”

คนตาบอด

เขาใช้ปลายไม้เท้าของเขาเคาะประตูเบาๆ
มาดามเลอปิก: มันจะเอาอะไรอีกนะอีตานี่
เมอซิเออร์เลอปิก: เธอไม่รู้หรือไง มันก็ต้องการเงินสิบสตางค์ของมันนะสิ วันนี้เป็นวันของมัน ให้เข้ามาเถอะ
มาดามเลอปิกอารมณ์ขุ่นมัวเปิดประตูออกและกระชากแขนของคนตาบอดเข้ามาอย่างรวดเร็วเพราะความหนาว
“สวัสดีครับทุกๆ ท่านที่อยู่ที่นี่” คนตาบอดทักทาย
เขาเดินไปข้างหน้า ไม้เท้าของเขาปัดแปะก้าวสั้นๆ ไปบนพื้นหินราวกับเพื่อไล่หนูก่อนจะชนเข้ากับเก้าอี้ คนตาบอดนั่งลงและยื่นมืออันหนาวเหน็บทั้งสองข้างไปยังเตาผิงไฟ
เมอซิเออร์เลอปิกหยิบเหรียญเงินสิบสตางค์ออกมาและพูดว่า
“เอ้า นี่”
เขาไม่ได้ใส่ใจคนตาบอดอีกต่อไปและอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
หัวแครอทกำลังเล่นสนุก เขานั่งยองๆ อยู่ในมุมของเขา พร้อมกับมองรองเท้าไม้ที่หิมะกำลังละลายของคนตาบอดและร่องน้ำได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้วรอบๆ
มาดามเลอปิกสังเกตเห็นเข้า
“ฉันขอยืมรองเท้าไม้หน่อยนะตาแก่” นางเอ่ยขึ้น
นางหยิบรองเท้าไม้ไปไว้ที่ใต้เตาผิงไฟ ช้าไปเสียแล้ว รองเท้าไม้ทำน้ำเจิ่งนองและเท้าของคนตาบอดผู้หวั่นวิตกก็รู้สึกถึงความเปียกชื้น เขาจึงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นสลับกับอีกข้างและเขี่ยหิมะคลุกโคลนให้ออกไปไกลๆ
หัวแครอทใช้เล็บขูดพื้นและทำสัญญาณให้น้ำสกปรกไหลมาทางเขาโดยชี้ทางให้ไหลมาตามร่องลึก
“มันได้เงินสิบสตางค์ของมันแล้ว มันจะเอาอะไรอีก” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้นโดยไม่เกรงว่าใครจะได้ยิน
ทว่าคนตาบอดกำลังพูดคุยเรื่องการเมือง ด้วยท่าทีขลาดกลัวในตอนแรก จากนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจจึงเพิ่มขึ้น
เมื่อเขานึกคำพูดไม่ออก เขาก็จะปัดแกว่งไม้เท้าจนกำปั้นไปถูกปล่องเตาผิงไฟที่ไหม้ร้อน แล้วจึงรีบดึงกำปั้นออกอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดระแวง พร้อมกับเกลือกกลิ้งนัยน์ตาขาวของเขาซึ่งอยู่ลึกสุดเข้าไปในหยดน้ำตาที่ไหลอย่างไม่มีวันหมด
บางครั้งเมอซิเออร์เลอปิกผู้กำลังพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ก็เอ่ยขึ้น
“แน่นอน พ่อติสสิเย่ร์ แน่นอน ว่าแต่แกแน่ใจหรือ”
“แน่สิ ฉันมั่นใจ”  ชายตาบอดร้องตะโกน “อย่างนี่เป็นต้น มันเด็ดจริงๆ  ฟังฉันนะเมอซิเออร์เลอปิก คุณจะได้รู้ว่าฉันตาบอดได้ยังไง”
“มันคงไม่ยอมกระดิกไปไหนแล้วสินี่” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น
อันที่จริง คนตาบอดรู้สึกดีขึ้น เขาเล่าถึงอุบัติเหตุของเขาพร้อมกับยืดแข้งยืดขาและรู้สึกว่าร่างทั้งร่างกำลังหลอมละลาย บรรดาเส้นเลือดที่เป็นน้ำแข็งกำลังละลายและไหลเวียน เสื้อผ้าและแขนขาของเขาอาจทำให้นึกเอาว่าเขาขับเหงื่อออกมาเป็นน้ำมัน ที่พื้น น้ำเจิ่งนองได้เพิ่มปริมาณขึ้นและไหลไปทางหัวแครอทจนมาถึงตัวเขา
เขานี่แหละคือจุดหมายปลายทาง ในอีกไม่ช้าเขาจะได้เล่นสนุกกับมัน
แต่แล้วมาดามเลอปิกก็เริ่มต้นภารกิจที่นางชำนิชำนาญ นางเฉียดเข้าใกล้ชายตาบอด ทั้งดันข้อศอก เหยียบเท้า จนเขาต้องถอยหลังไป และบังคับให้เขาไปอยู่ระหว่างตู้กับข้าวกับตู้เก็บของตรงที่ความร้อนแผ่ไปไม่ถึง ชายตาบอดผู้หลงทาง คลำหาและโบกไม้โบกมือ นิ้วมือของเขาแปะป่ายราวกับสัตว์ เขาปัดป่ายควานหาอยู่ในความมืดมิด ก้อนน้ำแข็งได้ก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งและทำให้เขาหนาวจนแทบจะเป็นน้ำแข็งอีกคราหนึ่ง
และคนตาบอดก็จบเรื่องราวของเขาลงด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสลด
“ใช่แล้วสหายผู้ใจดีของฉัน จบสิ้นแล้ว ไม่มีดวงตาอีกต่อไป ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว มืดมิดราวกับเตา”
แล้วไม้เท้าของเขาก็ลื่นหลุดจากมือ นี่คือสิ่งที่มาดามเลอปิกเฝ้ารอ นางรีบไปหยิบไม้เท้าและคืนให้คนตาบอด – โดยที่ไม่ได้ส่งไม้เท้าให้เขา
เขานึกว่ากำลังถือไม้เท้าอยู่ แท้จริงแล้วเขาไม่มีไม้เท้า
และด้วยกลลวงอันชาญฉลาด นางเขยิบไม้เท้าออกไปอีกและคืนรองเท้าไม้ให้เขา พร้อมกันนำทางชายตาบอดไปจนถึงข้างประตู
จากนั้นนางก็หยิกเขาเบาๆ เพื่อแก้แค้นพอเป็นพิธี นางผลักเขาไปบนถนน ภายใต้เมฆหมอกหนาทึบของท้องฟ้าสีเทาซึ่งเทหิมะทั้งหมดโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า และต้านกับสายลมที่ร้องคำรามราวกับสุนัขซึ่งถูกลืมไว้นอกบ้าน
และก่อนปิดประตูมาดามเลอปิกตะโกนใส่ชายตาบอดราวกับว่าเขาหูหนวก
“ลาก่อน แล้วอย่าทำเงินของแกหายล่ะ เจอกันวันอาทิตย์หน้าถ้าอากาศดีและถ้าแกยังอยู่บนโลกใบนี้
พุทโธ่  ถูกของแก ตาแก่ติสิเย่ร์ เราไม่เคยรู้ว่าใครมีชีวิตอยู่หรือว่าใครตายจากไป ความทุกข์ของใครก็ของมันและพระเจ้าเป็นของทุกคน”

วันปีใหม่

หิมะกำลังโปรยปราย วันปีใหม่จะประสบความสำเร็จได้ หิมะต้องตก
มาดามเลอปิกได้ปล่อยให้ประตูที่ลานบ้านลงกลอนไว้เพื่อความไม่ประมาท ยังไม่ทันไรพวกเด็กๆ ก็มาขย่มลูกบิดประตู และใช้เท้าเตะเบาๆในตอนแรก จากนั้นก็เตะด้วยรองเท้าไม้อย่างไม่เป็นมิตรและเมื่อสิ้นหวังจึงถอยหลังกลับไป สายตายังคงจดจ้องไปทางหน้าต่างที่ซึ่งมาดามเลอปิกแอบดูพวกเขาอยู่ เสียงฝีเท้าของพวกเขากลืนหายไปกับหิมะ
หัวแครอทกระโดดลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตาโดยไม่ฟอกสบู่ตรงอ่างที่น้ำได้กลายเป็นน้ำแข็งในสวน เขาจึงต้องเคาะน้ำแข็งก่อนและการออกกำลังกายครั้งแรกนี้ทำให้ความร้อนที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าความร้อนจากเตาผิงไฟแผ่ไปทั่วทั้งร่างกายของเขา
แต่ทว่า เขาแสร้งทำหน้าให้เปียกไปอย่างนั้นแหล่ะ และด้วยเหตุที่ใครๆ มักเห็นว่าเขาสกปรกอยู่เสมอแม้ว่าเขาได้ล้างทำความสะอาดอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม เขาจึงล้างแต่ส่วนที่สกปรกมากจริงๆ เท่านั้น
เขารู้สึกสดชื่นแจ่มใสสำหรับพิธีการ หัวแครอทยืนอยู่ข้างหลังพี่เฟลิกซ์ผู้ยืนอยู่ข้างหลังพี่แอร์เนสตีนพี่คนโต ทั้งสามเดินเข้าไปในห้องครัว เมอซิเออร์กับมาดามเลอปิกเพิ่งจะมาถึงโดยมีท่าทางไม่เหมือนกับจะมาร่วมพิธีการ
พี่แอร์เนสตีนจูบทั้งคู่และพูดว่า “สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่ หนูขออวยพรปีใหม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่มีสุขภาพดี ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง”
พี่เฟลิกซ์พูดเหมือนกันอย่างรวดเร็วโดยรีบเร่งให้จบประโยคและจูบทั้งคู่เช่นเดียวกัน
แต่หัวแครอทนั้นหยิบจดหมายออกมาจากหมวกของเขา บนซองที่ปิดอยู่อ่านได้ว่า “ถึงคุณพ่อคุณแม่ที่รัก” ไม่มีที่อยู่จ่าหน้าซอง นกพันธุ์หายากสีสันสดใสบินตามเส้นที่ขีดไว้อยู่ในมุมหนึ่ง
หัวแครอทยื่นจดหมายให้มาดามเลอปิก นางเปิดผนึกออก ดอกไม้ที่เพิ่งจะเบ่งบานประดับทั่วแผ่นกระดาษและรายล้อมราวกับลูกไม้ซึ่งบ่อยครั้งปากกาของหัวแครอทตกลงไปตามรูและกระเด็นเปื้อนคำข้างๆ
เมอซิเออร์เลอปิก: แล้วฉันล่ะ ฉันไม่เห็นได้อะไรเลย
หัวแครอท: จดหมายนี่ของทั้งคู่ฮะเดี๋ยวแม่ก็ให้พ่อยืมแหละฮะ
เมอซิเออร์เลอปิก: งั้นแกก็รักแม่แกมากกว่าฉัน ถ้างั้นแกลองค้นดูสิว่าเหรียญสิบสตางค์ใหม่เอี่ยมเหรียญนี้อยู่ในกระเป๋าเสื้อแกหรือเปล่า
หัวแครอท: ใจเย็นๆ หน่อยสิฮะ แม่อ่านเสร็จแล้ว
มาดามเลอปิก: แกก็มีลีลาในการเขียนนะ แต่ว่าลายมือนั้นแย่จนฉันอ่านไม่ออก
“นี่ฮะพ่อ” หัวแครอทพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “ตาพ่อแล้วฮะตอนนี้”
ขณะที่หัวแครอทยืนตัวตรงรอคอยคำตอบ เมอซิเออร์เลอปิกอ่านจดหมายรอบแรก รอบที่สองและพินิจพิจารณาอยู่นาน และตามความเคยชินของเขา เขาก็ทำเสียง “อ้า  อ้า”  แล้ววางจดหมายลงบนโต๊ะ
จดหมายไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ผลลัพธ์ได้บรรลุจุดประสงค์อย่างบริบูรณ์ มันจึงกลายเป็นของทุกคน แต่ละคนสามารถดูและจับต้องได้ ถึงตาของพี่แอร์เนสตีนกับพี่เฟลิกซ์มาหยิบจดหมายไปและค้นหาคำที่เขียนผิด ตรงนี้หัวแครอทคงจะเปลี่ยนปากกาเพราะอ่านง่ายขึ้น จากนั้นทั้งคู่ก็คืนจดหมายให้เขา
เขาพลิกจดหมายกลับไปกลับมาและยิ้มหน้าปูเลี่ยนๆ เหมือนราวกับจะถามว่า
“ใครต้องการบ้าง”
สุดท้ายเขาก็ยัดจดหมายลงในหมวกของเขา พวกเขาแจกของขวัญปีใหม่กัน พี่แอร์เนสตีนได้ตุ๊กตาตัวเท่าเธอ สูงกว่าด้วยซ้ำและพี่เฟลิกซ์ได้กล่องใส่เหล่าทหารพร้อมประจัญบานทำจากตะกั่ว
“ฉันมีของที่ทำให้แกต้องประหลาดใจ” มาดามเลอปิกบอกกับหัวแครอท
หัวแครอท: จริงสิฮะ
มาดามเลอปิก: ทำไมแกถึงว่า จริงสิฮะ  ในเมื่อแกรู้แล้ว ดูไปก็ไม่มีประโยชน์
หัวแครอท: ผมสาบานว่าผมจะไม่มีวันได้พบกับพระเจ้าถ้าผมรู้ว่าคืออะไร
เขายกมือขึ้นกลางอากาศท่าทางขึงขังและมั่นใจในตัวเอง มาดามเลอปิกเปิดตู้กับข้าว หัวแครอทหายใจแรง นางเอื้อมแขนจนสุดหัวไหล่ และหยิบกล้องยาสูบทำจากน้ำตาลแดงบนกระดาษสีเหลืองออกมาอย่างเชื่องช้าลึกลับ
หัวแครอทไม่ลังเลฉายแววแห่งความปิติยินดี เขาต้องการสูบกล้องยาต่อหน้าพ่อแม่ของเขาทันที ภายใต้สายตาอิจฉาริษยา (แต่เราไม่อาจได้ไปเสียทุกอย่างหรอก) ของพี่เฟลิกซ์และพี่แอร์เนสตีน
เขาคีบกล้องยาสูบทำจากน้ำตาลแดงอยู่ระหว่างนิ้วเพียงสองนิ้ว  ผายอกและเอียงศีรษะไปทางซ้าย ทำปากจู๋ แก้มทั้งสองยุบเข้าและสูดหายใจเข้าอย่างแรงพร้อมส่งเสียงดัง
จากนั้น พอได้ปล่อยลมหายใจฮวบใหญ่ขึ้นไปจนถึงท้องฟ้าแล้ว
“กล้องยาสูบนี่ดีจริงฮะ” เขาบอก “มันถ่ายอากาศได้ดี”

ไป-กลับ

เมอร์ซิเออร์เลอปิกทั้งสองคนและมาดมัวแซลเลอปิกกลับบ้านช่วงปิดภาคเรียน
เมื่อลงจากรถม้าและทันทีที่เขาเห็นพ่อกับแม่ หัวแครอทถามตัวเองว่า
“ถึงเวลาที่จะวิ่งไปหาพวกเขาหรือยังนะ”
เขาลังเล
“เร็วเกินไป ฉันคงจะหมดลมหายใจเสียก่อนและอีกอย่างต้องไม่ทำจนเกินจริง”
เขาผลัดออกไปอีก
“ฉันจะวิ่งจากที่นี่แหละ…ไม่ดีกว่า จากที่นั่น…”
เขาตั้งคำถามมากมายกับตัวเอง
“ฉันจะต้องถอดหมวกออกตอนไหน ระหว่างทั้งคู่ฉันจะจูบใครเป็นคนแรก”
แต่แล้วพี่เฟลิกซ์กับพี่แอร์เนสตีนก็ล้ำหน้าเขาไปก่อนและแบ่งปันอ้อมกอดของครอบครัว เมื่อหัวแครอทมาถึงก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
“ว่าไงนะ” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น “อายุขนาดแกยังจะเรียกเมอซิเออร์เลอปิกว่า พ่อจ๋า อีกหรือ เรียก คุณพ่อครับ สิ แล้วก็ยื่นมือให้เขามันถึงจะดูเป็นลูกผู้ชายขึ้นมาหน่อย”
จากนั้นนางก็จูบเขาที่หน้าผากทีหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดการอิจฉากัน
หัวแครอทสุดแสนจะยินดีกับช่วงเวลาปิดภาคเรียนจนน้ำตาคลอ และเขาจะแสดงออกในทางตรงกันข้ามเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
วันเปิดภาคเรียน (กำหนดวันเปิดภาคเรียนตรงกับเช้าวันจันทร์ที่สองตุลาคมซึ่งจะเริ่มต้นด้วยพิธีมิซซาของแซตเอสปรีต์) ทันทีที่นางได้ยินเสียงกระดิ่งรถม้า มาดามเลอปิกก็กอดลูกๆของนางไว้เต็มอ้อมแขน หัวแครอทไม่ได้อยู่ในนั้น เขาหวังว่าจะถึงตาของตนอย่างอดทน มือข้างหนึ่งยื่นไปจับห่วงหนังสำหรับเกาะตรงด้านบนของรถม้า ถ้อยคำอำลาของเขานั้นพร้อมแล้ว แม้ว่าเขาจะเศร้าใจยิ่งนักแต่คงยังฮัมเพลงเบาๆ
“ลาก่อนครับ คุณแม่ของผม” เขาพูดขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
“เอ้า” มาดามเลอปิกพูด “แกคิดว่าแกเป็นใครกันฮะไอ้เด็กโง่ มันยากนักหรือไงที่จะเรียกฉันว่า แม่จ๋า เหมือนกับทุกๆคน ไม่มีใครเคยพบเคยเห็น แกมันยังอ่อนหัดด้อยประสบการณ์และอยากจะทำตัวเด่น”
แม้กระนั้นนางก็ยังจูบเขาที่หน้าผากทีหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดการอิจฉากัน

ที่ยึดปากกา

ที่สถาบันแซงต์มาร์คซึ่งเมอซิเออร์เลอปิกได้ส่งพี่เฟลิกซ์และหัวแครอทเข้าศึกษาในระดับมัธยมปลาย พวกนักเรียนเดินไปตามเส้นทางเดิมวันละสี่รอบ ในฤดูที่อากาศดีนั้น การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าเพลิดเพลินยิ่งนัก และเมื่อฝนตก ระยะทางเดินสั้นๆ ทำให้พวกเด็กๆ รู้สึกสดชื่นมากกว่าจะทำให้พวกเขาเปียกปอน และการเดินเท้านี้ยังดีต่อสุขภาพตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดปลายทาง
เช้านี้ ขณะพวกเขากำลังลากเท้าเดินตามกันต้อยๆ กลับจากโรงเรียน หัวแครอทผู้กำลังเดินก้มหน้าอยู่ได้ยินคนพูดว่า
“หัวแครอท ดูพ่อนายสิ โน่นแน่ะ”
เมอซิเออร์เลอปิกชอบทำให้ลูกชายทั้งสองของเขาประหลาดใจเช่นนี้ เขามาโดยไม่บอกไม่กล่าวและทันใดนั้นก็มีคนเหลือบเห็นเขายืนอยู่บนบาทวิถีฝั่งตรงข้ามที่มุมถนน มือไพล่หลัง ปากคาบบุหรี่มวนหนึ่งอยู่
หัวแครอทและพี่เฟลิกซ์เดินออกจากแถวและวิ่งไปหาพ่อของพวกเขา
“จริงๆนะฮะ” หัวแครอทพูด  “ผมนึกไม่ถึงเลยว่าพ่อจะมา”
“แกนึกถึงฉันก็ตอนที่แกเห็นฉันนั่นแหละ” เมอซิเออร์เลอปิกบอก
หัวแครอทอยากจะตอบกลับด้วยอะไรบางสิ่งที่แสดงถึงความรัก เขากลับนึกอะไรไม่ออกเพราะความรู้สึกสับสนยิ่งนัก
เขาเขย่งปลายเท้าพยายามจูบพ่อของเขาอย่างสุดความสามารถ ครั้งแรกปลายริมฝีปากของเขาแตะถูกเครา แต่ทว่าเมอซิเออร์เลอปิกกลับเงยศีรษะขึ้นอย่างอัตโนมัติราวกับกำลังหลบเลี่ยง จากนั้นเขาก็เอนตัวลงและถอยหลังกลับไปใหม่ และหัวแครอทที่เอื้อมหาแก้มของเขาจึงพลาดไป  เฉียดถูกเพียงจมูกและจูบกับความว่างเปล่า เขาพยายามหาเหตุผลอธิบายการต้อนรับที่แปลกประหลาดครั้งนี้
“หรือว่าพ่ออาจจะไม่รักฉันแล้ว” เขาพูดกับตัวเอง “ฉันเห็นพ่อจูบพี่เฟลิกซ์ พ่อยังแสดงความรักความอบอุ่นแทนที่จะถอยหนี แล้วทำไมพ่อถึงหลบเลี่ยงฉันล่ะ หรือว่าพวกเขาต้องการให้ฉันอิจฉา ฉันตั้งข้อสังเกตนี้อยู่บ่อยๆ แต่ฉันไม่ได้เจอพ่อกับแม่มาสามเดือน ฉันอยากเห็นหน้าพวกเขาแทบแย่ ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะกระโจนใส่คอของพวกเขาราวกับหมาหนุ่ม พวกเราจะอิ่มอุ่นไปกับการสัมผัสอย่างรักใคร่เอ็นดู แต่นี่ไงล่ะ พวกเขากลับทำให้ฉันรู้สึกหนาวสะท้าน”
หัวแครอทจมปลักอยู่กับบรรดาความคิดอันเศร้าหมอง ตอบคำถามต่างๆของเมอซิเออร์เลอปิกอย่างไม่เข้าท่านัก พ่อเขาถามว่าเขาเรียนภาษากรีกพอใช้ได้ไหม
หัวแครอท: ก็แล้วแต่ฮะ แปลจากภาษากรีกเป็นภาษาฝรั่งเศสนั้นดีขึ้นกว่าจากฝรั่งเศสเป็นกรีกฮะ เพราะเวลาแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสก็ยังพอจะเดาได้บ้าง
เมอซิเออร์เลอปิก: แล้วภาษาเยอรมันหล่ะ
หัวแครอท: มันออกเสียงยากมากเลยฮะพ่อ
เมอซิเออร์เลอปิก: อะไรกันวะ  สงครามประกาศแล้ว แกจะไปสู้รบปรบมือกับพวกปรัสเซียโดยไม่รู้จักภาษาของพวกมันได้ยังไง
หัวแครอท: อ้อ  จากนี้เป็นต้นไปผมจะตั้งใจจริงฮะ พ่อขู่ผมเรื่องสงครามอยู่เรื่อย ผมเชื่อแน่เลยฮะว่าสงครามจะรอเปิดศึกก็เมื่อผมเรียนจบแล้ว
เมอซิเออร์เลอปิก: แล้วเรียงความครั้งสุดท้ายล่ะ แกได้ที่เท่าไหร่ ฉันหวังว่าแกคงไม่ได้อยู่ท้ายแถวนะ
หัวแครอท: มันก็ต้องมีที่โหล่สักคนแหล่ะฮะ
เมอซิเออร์เลอปิก: เอ้า  ฉันกะว่าจะพาไปเลี้ยงอาหารเที่ยงสักหน่อยถ้ายังเป็นวันอาทิตย์  แต่วันธรรมดานี่ ฉันไม่อยากรบกวนการงานของพวกแก
หัวแครอท: ส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่มีงานต้องทำสักเท่าไหร่ แล้วนายล่ะเฟลิกซ์
พี่เฟลิกซ์: พอดีเลย เมื่อเช้าครูลืมให้การบ้านพวกเรา
เมอซิเออร์เลอปิก: แกจะได้ทบทวนบทเรียนของแกดีขึ้น
พี่เฟลิกซ์: อ้อ  ผมรู้ล่วงหน้าแล้วฮะพ่อ มันเหมือนกับของเมื่อวาน
เมอซิเออร์เลอปิก: ยังไงก็เถอะ ฉันอยากให้พวกแกกลับไปซะ ฉันจะพยายามอยู่จนถึงวันอาทิตย์แล้วเราค่อยมาชดเชยกัน
ไม่ว่าพี่เฟลิกซ์จะหน้ามุ่ยปากแบะหรือหัวแครอทจะนิ่งเงียบด้วยความเศร้าสร้อย ก็ไม่อาจผัดผ่อนการร่ำลาออกไปและเวลาที่ต้องแยกจากกันก็มาถึง
หัวแครอทเฝ้ารอเวลานี้ด้วยความวิตกกังวล
“ฉันจะคอยดู” เขาบอกกับตัวเอง “ว่าฉันจะทำสำเร็จกว่าคราวก่อนไหม ว่าตอนนี้พ่อจะพอใจหรือไม่ที่ฉันจูบเขา”
และด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่แน่ว สายตามองตรง ปากเผยอสูงขึ้น เขาเขยิบเข้าไปใกล้
แต่แล้วเมอซิเออร์เลอปิกใช้มือข้างหนึ่งปัดป้อง ยังคงรักษาระยะห่างและบอกเขาว่า “เดี๋ยวแกก็ทำตาฉันบอดด้วยไอ้ที่ยึดปากกาที่เสียบอยู่บนหูของแกกันพอดี แกจะเอามันไปไว้ที่อื่นตอนแกจูบฉันไม่ได้หรือยังไงวะ ฉันขอให้แกสังเกตด้วยว่าทีฉัน ฉันยังเอาบุหรี่ของฉันออก”
หัวแครอท: โอ้  คุณพ่อที่รักของผม ขอโทษฮะ คงจะจริงว่าสักวันเหตุร้ายจะเกิดขึ้นเพราะความผิดของผม ใครๆ ก็เตือนผมแล้ว แต่ไอ้ที่ยึดปากกาของผมมันช่างอยู่สบายบนใบหูของผมจนผมปล่อยมันไว้ที่นั่นตลอดเวลาแล้วผมก็ลืมไป อย่างน้อยผมน่าจะเอาตัวปากกาออก  อ้า  พ่อผู้น่าสงสาร ผมดีใจนะฮะที่ได้รู้ว่าพ่อกลัวที่ยึดปากกาของผม
เมอซิเออร์เลอปิก: อุวะ  แกหัวเราะเพราะแกเกือบทำให้ฉันตาบอดเนี่ยนะ
หัวแครอท: ไม่ใช่ฮะพ่อ ผมหัวเราะอย่างอื่น หัวเราะความคิดงี่เง่าไร้สาระของผมที่ยังติดค้างอยู่ในสมองน่ะฮะ

แก้มแดง

I

การสำรวจตรวจตราตามปกติวิสัยของเขาเสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านผู้อำนวยการของสถาบันแซงต์มาร์คจึงออกไปจากหอพัก นักเรียนแต่ละคนเลื่อนตัวลงในผ้าห่มของตนราวกับลื่นลงในฝัก พร้อมกับทำตัวเล็กจิ๊ดริดไม่ให้ผ้าห่มหลุดจากขอบเตียง วิโอลอนผู้ดูแลหอ มองไปรอบๆ ให้แน่ใจว่าทุกคนเข้านอนแล้วและเขย่งปลายเท้าพลางหรี่ก๊าซลงอย่างแผ่วเบา ในไม่ช้าเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็เริ่มต้นขึ้นระหว่างเตียงข้างเคียง เสียงกระซิบกระซาบดังสวนกันไปมา จากหัวเตียงหนึ่งไปยังอีกหัวเตียง และเหล่าริมฝีปากที่เคลื่อนขยับได้ทำให้เสียงอึงมี่ดังขึ้นทั่วทั้งหอพัก ซึ่งบางครั้งเสียงสั้นๆ ของพยัญชนะแว่วผ่านหูให้ได้ยิน
สุดท้ายเสียงเอ็ดอึงนั้นก็ดังอย่างต่อเนื่องและน่ารำคาญทั้งดูเหมือนว่าทุกถ้อยคำที่พรั่งพรูซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาและกระดุกกระดิกราวกับพวกหนูเหล่านี้ได้เข้าครอบงำทำลายความเงียบสงัดลงอย่างแท้จริง
วิโอลอนสวมรองเท้าแตะคู่เก่าคร่ำคร่าและเดินไปเดินมาระหว่างเตียงอยู่ครู่หนึ่ง เขาจักจี้เท้าของนักเรียนคนหนึ่งตรงนี้ที ดึงพู่หมวกของอีกคนตรงโน้นที และหยุดลงใกล้ๆ มาร์โซ่ผู้ทำตนเป็นตัวอย่างการพูดคุยสนทนายาวนานอันล่วงเลยไปจนมืดค่ำทุกๆ คืน บ่อยครั้งทีเดียวที่พวกนักเรียนยุติการสนทนาของตนลงทีละน้อยๆ ราวกับว่าพวกเขาค่อยๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดปากและผล็อยหลับลง ขณะที่ผู้ดูแลหอยังคงชะโงกอยู่ที่เตียงของมาร์โซ่ เท้าข้อศอกมั่นอยู่บนเหล็ก แขนท่อนล่างของเขาชาไร้ความรู้สึกและเหน็บชารุมเร้าเรี่ยผิวหนังจนถึงปลายนิ้ว
เขาเพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่าเด็กๆ ของมาร์โซ่ ขณะเดียวกันเขาก็ทำให้มาร์โซ่ตื่นด้วยความลับส่วนตัวและเรื่องราวของหัวใจ ทันใดนั้นเขารู้สึกรักและทะนุถนอมมาร์โซ่เพราะใบหน้าอันอ่อนโยนที่ใสเป็นประกายแลดูราวกับมีแสงสว่างส่องมาจากภายในของแก นี่หาใช่ผิวหนังหากแต่เป็นเนื้อหนัง ซึ่งเมื่ออากาศแปรปรวนเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่คดเคี้ยวไปมาจะปรากฏชัดขึ้น ราวกับบรรดาเส้นสายบนแผนที่แอตลาสใต้กระดาษลอกลาย นอกจากนี้มาร์โซ่ยังมีวิธีดึงดูดใจที่ทำให้ใครๆ ก็รักและเอ็นดูเขาอย่างกับเด็กผู้หญิงด้วยแก้มที่เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างไร้สาเหตุและไม่ทันรู้ตัว บ่อยครั้งเพื่อนร่วมชั้นเอานิ้วกดลงบนแก้มข้างหนึ่งของเขาและรีบชักนิ้วออก ทิ้งรอยสีขาวไว้บนแก้ม ในไม่ช้าสีแดงฝาดสวยใสก็กลับคืนมาและแผ่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วราวกับไวน์ในน้ำบริสุทธิ์ที่เปลี่ยนสรรพสีนานับเฉดสี ตั้งแต่ปลายจมูกสีชมพูจนถึงใบหูสีแดงม่วงอ่อนๆ ทุกคนสามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง มาร์โซ่เองก็เต็มใจให้ทดลอง พวกเด็กๆได้ตั้งฉายาให้เขาว่า โคมไฟ ตะเกียง แก้มแดง คุณสมบัติของแก้มที่สามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเปลวเพลิงได้ตามต้องการนี้ทำให้ใครๆ พากันอิจฉาเขา
หัวแครอท เพื่อนข้างเตียงของเขานั้นอิจฉาเขามากยิ่งกว่าที่อิจฉาคนอื่นๆ เจ้าหัวแครอทผู้เฉื่อยชาขี้โรคและผอมแห้งแรงน้อย ใบหน้าขาวราวกับแป้ง ไม่มีประโยชน์อันใดที่เขาจะหยิกตัวเองจนเจ็บ ผิวของเขายังคงซีดจาง จะเหนื่อยแรงไปใยเล่า  และแม้เพียงบางครั้งจะมีจุดสีแดงที่แทบจะมองไม่เห็นสองสามจุดปรากฏให้เห็น เขาอาจใช้เล็บขีดข่วนอย่างเต็มใจด้วยความโกรธแค้นและลอกเอาแก้มแดงใสของมาร์โซ่ออกราวกับปอกเปลือกผลส้มที่เขาอยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกินมานานแล้ว ในคืนนั้นเขาจึงคอยเงี่ยหูฟังเมื่อวิโอลอนมาถึง อาจเป็นเพราะความระแวงสงสัยที่แฝงไว้ด้วยเหตุผล และความปรารถนาใคร่รู้ความจริงของท่าทีอันมีพิรุธต่างๆ ของผู้ดูแลหอ เขาใช้ความชำนาญทั้งหมดของนักสืบน้อยที่มีอยู่โดยแสร้งกรน พลิกตัวซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวังโดยพลิกจนครบรอบ และร้องเสียงดังแสบแก้วหูราวกับว่าเขาได้ฝันร้าย ซึ่งปลุกหอพักให้ตื่นขึ้นด้วยความหวาดกลัวและทำให้ผ้าห่มแต่ละผืนเคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นอยู่ยกใหญ่ ทันทีที่วิโอลอนเดินห่างออกไป เขาก็ยื่นหน้าอกออกมานอกเตียง หายใจแรงและพูดกับมาร์โซ่ว่า
“ตุ๊ด ตุ๊ด”
ไม่มีใครตอบใดๆ ทั้งสิ้น หัวแครอทคุกเข่าลง จับแขนของมาร์โซ่และเขย่าอย่างแรง
“นายได้ยินไหม ตุ๊ด”
ตุ๊ดดูเหมือนจะไม่ได้ยิน หัวแครอทหัวเสียพูดขึ้นอีกครั้ง
“สกปรกโสมม  นายนึกหรือว่าฉันไม่เห็นพวกนาย บอกสิว่าเขาไม่ได้จูบนาย  บอกสักนิดสิว่านายไม่ได้เป็นตุ๊ดกับเขา”
เขายืนตัวตรง คอตั้งตึงราวกับห่านตัวผู้สีขาวถูกรังควาน มือกำขอบเตียงแน่น
แต่ครั้งนี้เขาตอบหัวแครอทกลับว่า
“งั้นเหรอ  แล้วไงล่ะ”
หัวแครอทมุดกลับเข้าในผ้าห่มของเขาราวกับติดปีก ผู้คุมดูแลนั่นเองที่กลับมายังที่เกิดเหตุและปรากฏตัวขึ้นในทันใด

II

“ใช่แล้ว วิโอลอนเอ่ยขึ้น ฉันจูบเธอมาร์โซ่ เธอจะสารภาพก็ได้เพราะว่าเธอไม่ได้ทำอะไรเลวร้าย ฉันจูบเธอที่หน้าผาก
แต่เจ้าหัวแครอทที่อายุเท่านี้ก็คิดอะไรหยาบโลนเสียแล้วไม่เข้าใจหรอกว่านี่เป็นจูบอันบริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทิน จูบของพ่อที่มอบให้ลูก และฉันก็รักเธอเหมือนลูกชายคนหนึ่งหรืออย่างน้องชายคนหนึ่งถ้าเธอต้องการ และพรุ่งนี้เจ้านี่ก็คงจะเอาไปโพนทะนาว่ากระไรจนทั่วฉันไม่อาจรู้ได้ ไอ้เด็กงี่เง่า”
ขณะที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้พูดออกมาแผ่วเบาด้วยเสียงสั่นเครือของวิโอลอน หัวแครอทแกล้งทำเป็นหลับ แต่ก็ยังเงยหน้าขึ้นมาฟัง
มาร์โซ่กลั้นลมหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ฟังผู้ดูแลหอพูด ทั้งนี้แม้ว่าถ้อยคำของเขาจะฟังดูเป็นธรรมชาติ แต่มาร์โซ่ยังคงตัวสั่นเทาราวกับเกรงกลัวการเปิดเผยสิ่งลึกลับอะไรบางอย่าง วิโอลอนพูดต่อด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ เป็นถ้อยคำไม่ชัดเจน ห่างไกล บรรดาพยางค์ที่ยากจะรู้แหล่งที่มา หัวแครอทไม่กล้าพลิกตัวกลับไปอีกข้างค่อยๆ เขยิบใกล้เข้ามาโดยบิดสะโพกซ้ายทีขวาที เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นอีกต่อไป ความใจจดใจจ่อของเขาพุ่งพล่านจนหูทั้งสองข้างของเขาราวกับกำลังขุดเจาะและขยายกว้างออกเป็นทรงกรวยจริงๆ แต่ทว่าไม่มีสุ้มเสียงใดดังให้ได้ยิน
เขาจำได้ว่าบางครั้งเขาเคยเจอความรู้สึกเพียรพยายามเช่นนี้ ตอนเงี่ยหูฟังประตูหรือแนบลูกตาตรงรูกุญแจ พร้อมกับปรารถนาจะขยายรูให้กว้างและดึงเอาสิ่งที่เขาต้องการเห็นเข้ามาหาตัวราวกับใช้ตะขอเกี่ยว กระนั้นเขาอาจพนันได้เลยว่าวิโอลอนยังคงพูดจาซ้ำซากไปมา
“ใช่แล้ว ความรักของฉันนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องและสิ่งนี้คือสิ่งที่ไอ้เด็กโง่คนนั้นไม่เข้าใจ”
ในที่สุดผู้ดูแลหอก็โน้มตัวพร้อมๆ กับเงาอันอ่อนโยน ลงบนหน้าผากของมาร์โซ่พร้อมกับจูบและลูบไล้เขาด้วยเครากระจุกเล็กๆ ราวกับพู่กันของตน จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินจากไป ส่วนหัวแครอทมองตามผู้ดูแลหอที่เดินผ่านไประหว่างแถวเตียงนอน เมื่อมือของวิโอลอนเฉียดใกล้หมอนข้าง คนนอนหลับที่ถูกรบกวนก็เปลี่ยนข้างตะแคงพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
หัวแครอทสังเกตการณ์อย่างระแวดระวังอยู่พักใหญ่ เขาเกรงว่าวิโอลอนจะกลับเข้ามาอย่างกะทันหัน มาร์โซ่ขดตัวอยู่บนเตียงเรียบร้อย ผ้าห่มปิดตาที่ยังคงตื่นอยู่และระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เขาไม่รู้ว่าจะคิดยังไง เขาไม่เห็นว่ามีอะไรเลวร้ายที่จะทำให้เขาต้องเจ็บปวด แต่กระนั้นในความมืดใต้ผ้าห่ม ภาพของวิโอลอนก็ล่องลอยสว่างไสวไปมา ดูนุ่มนวลราวกับภาพของพวกผู้หญิงที่ทำให้เขาตื่นเต้นในความฝันหลายครั้งหลายครา
หัวแครอทเหนื่อยหน่ายต่อการเฝ้ารอ ขอบตาทั้งสองข้างของเขาขยับเข้าใกล้กันราวกับแม่เหล็ก เขาบังคับตัวเองให้จ้องเปลวเพลิงก๊าซที่เกือบจะดับมอดลง ทว่าหลังจากได้นับเปลวไฟเล็กๆ สามวงที่พุ่งออกจากท่อก๊าซพร้อมกับส่งเสียงดัง เขาก็ผล็อยหลับไป

III

เช้าวันรุ่งขึ้น ที่อ่างล้างหน้า ขณะกำลังเช็ดโหนกแก้มอันเย็นเชียบทั้งสองข้างอย่างแผ่วเบาด้วยมุมผ้าเช็ดตัวซึ่งจุ่มน้ำเย็นเพียงเล็กน้อย หัวแครอทมองมาร์โซ่ด้วยสายตาร้ายกาจและพยายามทำท่าทีดุร้าย เขาด่าทอมาร์โซ่อีกครั้ง ฟันขบกันแน่นพร้อมกับเปล่งเสียงพยางค์ที่เป่าหวีดระหว่างซี่ฟัน
“ตุ๊ด ตุ๊ด”
แก้มของมาร์โซ่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ทว่าเขากลับตอบกลับอย่างไม่มีน้ำโหพร้อมกับสายตาที่แทบจะวิงวอน
“ฉันบอกนายแล้วว่าที่นายคิดนะมันไม่จริง”
ผู้ดูแลหอผ่านมาตรวจมือ นักเรียนทั้งสองแถวยื่นหลังมือออกมาก่อนอย่างอัตโนมัติและตามด้วยฝ่ามือโดยพลิกมืออย่างรวดเร็ว และรีบซุกมือไว้ในที่อุ่นในกระเป๋าเสื้อผ้าหรือใต้ไออุ่นของผ้าห่มหนาที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที ตามปกติแล้ววิโอลอนงดเว้นไม่ตรวจมือ ครั้งนี้ราวกับบังเอิญ เขาพบว่ามือของหัวแครอทไม่สะอาด หัวแครอทผู้ถูกเชิญให้ไปล้างมือใหม่ที่ก๊อกน้ำเกิดแข็งข้อไม่พอใจ จริงๆ แล้วสังเกตดูจะเห็นรอยสีน้ำเงิน แต่เขายืนยันว่าเป็นเพราะความหนาวเย็นที่ทำให้มือเริ่มบวม คงมีใครโกรธเคืองเขาอยู่เป็นแน่
วิโอลอนจำต้องพาเขาไปยังห้องท่านผู้อำนวยการผู้ตื่นแต่เช้าและกำลังเตรียมการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เขาสอนพวกนักเรียนชั้นโตในช่วงที่เขาพอเวลาว่างอยู่ในห้องสีเขียวแก่ๆ ขณะที่ปลายนิ้วมืออันอวบอ้วนของเขาจิ้มพรมบนโต๊ะ เขาใช้นิ้วทำเครื่องหมายหลักๆ ตรงนี้เป็นการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ตรงกลางเป็นการยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเบิลของพวกตุรกี ไกลออกไปเป็นประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเริ่มต้นที่ไหนไม่มีใครรู้และไม่มีวันจบสิ้น
เขาสวมเสื้อคลุมนอนตัวโคร่งที่มีสายริบบิ้นประดับรอบอกอันทรงพลังของเขาราวกับเส้นเชือกพันรอบเสา  เขาคงกินมากเกินไปแน่ๆ ชายผู้นี้ รูปหน้าของเขาอวบอิ่มและเปล่งประกายเพียงเล็กน้อยอยู่เสมอ เขาพูดเสียงดังแม้แต่กับพวกผู้หญิงสูงวัยและรอยย่นตรงลำคอก็เคลื่อนไหวขึ้นลงดังเกลียวคลื่นอย่างช้าๆและเป็นจังหวะอยู่บนคอเสื้อคลุมนอน ดวงตากลมโตและหนวดหนาของเขายังคงเด่นสะดุดตา
หัวแครอทยืนตัวตรงอยู่หน้าเขา หนีบหมวกของตนอยู่ตรงหว่างขาเพื่อที่มือไม้จะได้มีอิสระทำสิ่งที่ต้องการ
ผู้อำนวยการถามขึ้นด้วยเสียงอันน่าเกรงขาม
“ว่ายังไง”
“เมอซิเออร์ฮะ ผู้ดูแลหอเป็นคนส่งผมมาหาท่านเพื่อรายงานว่ามือของผมสกปรก แต่มันไม่จริงนะฮะ”
แล้วหัวแครอทก็ยื่นมือของเขาออกไปอย่างระมัดระวังอีกครั้งโดยพลิกไปพลิกมา เริ่มจากหลังมือตามด้วยฝ่ามือ เขาพิสูจน์ยืนยันอีกหนโดยเริ่มจากฝ่ามือและตามด้วยหลังมือ
“อ้า  มันไม่จริง” ผู้อำนวยการเอ่ยขึ้น “กักบริเวณสี่วัน เจ้าเด็กน้อย”
“เมอซิเออร์ฮะ” หัวแครอทพูดขึ้น “ผู้ดูแลหอเขาโกรธผมฮะ”
“อ้า  เขาโกรธนาย  แปดวัน เจ้าเด็กน้อย”
หัวแครอทรู้จักผู้อำนวยการของเขาดี ความนุ่มนวลเช่นนี้ไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจแต่อย่างใด เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง เขายืนตัวตรงแข็งทื่อ หนีบขาแน่นและรวบรวมความกล้าโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกฟาดให้สักเผียะ
เพราะว่าบางครั้งท่านผู้อำนวยการนั้นมีความเคยชินอันใสซื่อที่จะฟาดนักเรียนดื้อด้านด้วยหลังมือ แหว้ง  ความคล่องแคล่วของนักเรียนที่ตกเป็นเป้านั้นจะต้องควดการณ์ล่วงหน้า พร้อมกับก้มตัวลง และผู้อำนวยการก็จะเสียหลักท่ามกลางเยงหัวเราะคิกคักเบาๆ ของทุกคน กระนั้น เขาก็จะไม่เริ่มใหม่เนื่องจากศักดิ์ศรีของเขาคอยยั้งไว้ไม่ให้ใช้เล่ห์เหลี่ยมตอบกลับ เขาจึงต้องเดินตรงดิ่งไปยังแก้มที่เลือกไว้หรือมิฉะนั้นก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้น
“เมอซิเออร์” หัวแครอทพูดขึ้นอย่างหยิ่งผยองอวดดีโดยแท้จริง “ผู้ดูแลหอกับมาร์โซ่เขาทำอย่างว่ากันฮะ”
ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองของผู้อำนวยการก็กระพริบถี่ราวกับจู่ๆ มีแมลงวันตัวเล็กๆสองตัวบินรี่เข้าตา เขากดกำปั้นกำแน่นทั้งสองข้างลงบนขอบโต๊ะและกึ่งๆ จะลุกขึ้นหัวยื่นไปข้างหน้าอย่างกับกำลังจะเข้าชนหัวแครอทที่กลางอกและถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า
“ทำอย่างว่าน่ะ ทำอะไร”
หัวแครอทดูเหมือนจะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ เขาหวังว่า (บางทีอาจจะเพียงผลัดออกไปเท่านั้น) หนังสือเล่มหนาของเมอซิเออร์อองรี มาร์แต็ง เป็นต้น จะถูกส่งมาด้วยมือที่ช่ำชอง และนั่นเองใครๆ ก็จะถามเขาถึงรายละเอียด
ผู้อำนวยการรอคอยคำตอบ รอยย่นบนลำคอทุกรอยของเขารวมเข้าด้วยกันเป็นรอยย่นเพียงรอยเดียวและ เกิดเป็นวงกลมหนาของผิวหนังตรงที่คอของเขาตั้งเอียงอยู่
หัวแครอทละล้าละลังอยู่ในช่วงเวลาที่เขาเชื่อว่าไม่อาจหาคำพูดใดๆมาอธิบายได้ จากนั้นใบหน้าของเขาดูสับสนขึ้นมาทันใด หลังโค้งงอ ท่าทางดูเซ่อซ่าเคอะเขิน เขากำลังจะหยิบหมวกที่หนีบอยู่ระหว่างขาและดันหมวกที่บี้แบนออกมา เขาก้มตัวโค้งมากขึ้นๆ พร้อมกับทำตัวให้เล็กลงและค่อยๆ ยกหมวกขึ้นจรดคางและด้วยความระมัดระวังรอบคอบอย่างช้าๆ ไม่กระโตกกระตาก เขาซุกหัวที่เหมือนลิงของเขาไว้ในผ้าฝ้ายซับในของหมวกและปิดปากเงียบสนิท

IV

วันเดียวกันนั้นเอง หลังจากการสืบสวนสั้นๆ วิโอลอนก็ได้รับวันหยุด  อันเป็นการจากไปที่น่าสะเทือนใจเกือบจะเป็นพิธีการเลยทีเดียว
“ฉันจะกลับมาใหม่” วิโอลอนบอก “เป็นการพักงานสักระยะนึงน่ะ”
แต่เขาไม่อาจทำให้ใครเชื่อได้ สถาบันการศึกษาแห่งนี้เปลี่ยนบุคลากรใหม่ราวกับเกรงว่าเขาจะทำให้โรงเรียนขึ้นรา บรรดาผู้ดูแลหอเปลี่ยนตัวแล้วเปลี่ยนตัวอีก รายนี้จากไปเหมือนรายอื่นๆ และบุคลากรยิ่งมีคุณภาพจะยิ่งจากไปไวขึ้น
แทบทุกคนรักเขา เราไม่รู้จักใครที่มีศิลปะในการเขียนหัวเรื่องบนสมุดได้ดีเท่าเขา ตัวอย่างเช่น สมุดแบบฝึกหัดวิชากรีกของ…ตัวเขียนใหญ่เรียงเป็นระเบียบราวกับอักษรตัวพิมพ์บนป้ายร้านค้า เก้าอี้นั่งว่างเปล่า พวกเรายืนล้อมเป็นวงกลมรอบโต๊ะทำงานของเขา มืออันเรียวงามใส่แหวนหินสีเขียวเปล่งประกายของเขาโลดแล่นอย่างสง่างามไปมาบนกระดาษ ด้านล่างของหน้ากระดาษ เขาร่างลายเซ็นที่เอนลู่ลงราวกับหินในน้ำภายใต้เกลียวคลื่นและเส้นแสงที่กระจัดกระจายไปทุกทิศทาง ขณะเดียวกันก็สม่ำเสมอ ทำให้ลายมือชื่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เป็นผลงานชิ้นเอกขนาดย่อม ปลายหางของลายเซ็นนั้นหายเข้าไปในตัวมันเอง ต้องดูใกล้มากๆ และต้องใช้เวลานานกว่าจะหาพบ ป่วยการที่จะต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เขาลงปากกาเขียนแบบรวดเดียวจบ
เมื่อเขาได้ประดิษฐ์เส้นรกรุงรังซึ่งได้รับฉายาว่าเครื่องประดับหน้ากระดาษสำเร็จ พวกเด็กๆ ก็ตื่นตาตื่นใจอยู่นานทีเดียว
การที่เขาถูกไล่ออกจึงทำให้เด็กๆเศร้ายิ่งนัก
พวกเขาตกลงกันว่าจะต้องส่งเสียงอื้ออึงใส่ผู้อำนวยการในทันทีที่มีโอกาส นั่นหมายถึงการทำแก้มให้พองและใช้ริมฝีปากเลียนแบบเสียงของบรรดาฝูงผึ้งที่บินหึ่ๆง เพื่อแสดงความไม่พอใจ วันหนึ่งพวกเขาจะไม่พลาดแน่
ในระหว่างที่รอนั้นพวกเขาต่างรู้สึกเศร้าสลดกันโดยถ้วนหน้า วิโอลอนผู้ที่เด็กๆ เสียดายจากไปด้วยท่าทางสง่างามระหว่างช่วงเวลาพัก เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นบนสนามเด็กเล่นตามมาด้วยเด็กผู้ชายหิ้วกระเป๋าเดินทางของเขา เด็กๆ ทุกคนวิ่งเร่เข้ามาหาเขา เขาจับมือพวกเด็กๆ ตบหน้าเบาๆ และพยายามดึงปลายเสื้อโค้ตยาวของเขาออกโดยไม่ให้ฉีกขาด เขาถูกรุกล้อมหน้าล้อมหลัง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและตื้นตัน พวกที่กำลังห้อยโหนอยู่บนราวซึ่งยึดติดไว้ก็หยุดตีลังกาครึ่งๆ กลางๆ และกระโดดลงบนพื้น อ้าปากกว้าง เหงื่อท่วมหน้าผาก แขนเสื้อของพวกเขาถลกขึ้นและกางนิ้วมือเนื่องจากติดยางสน เด็กบางคนซึ่งสงบเสงี่ยมกว่าที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่บนสนามโบกไม้โบกมืออำลา เด็กผู้ชายที่ตัวโก่งอยู่ใต้กระเป๋าเดินทางหยุดเดินเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างเขากับวิโอลอน ขณะนั้นเองเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกคนหนึ่งได้ฉวยโอกาสเอานิ้วมือที่เปื้อนทรายเปียกทั้งห้านิ้วแปะลงบนชุดนักเรียนสีขาวของเขา แก้มของมาร์โซ่กลายเป็นสีชมพูราวกับถูกทาสี เขารู้สึกถึงความปวดร้าวในใจอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก แต่ด้วยความรู้สึกสับสนและถูกบีบบังคับไม่ให้สารภาพว่าเขาเสียใจแทนผู้ดูแลหอ เหมือนกับลูกพี่ลูกน้องหญิงคนหนึ่ง เขาจึงอยู่ห่างๆด้วยความวิตกกังวลและแทบจะอับอาย วิโอลอนที่ไม่ได้หนักอกหนักใจแต่อย่างใดเดินตรงไปหาเขาในขณะที่มีคนได้ยินเสียงกระจกหน้าต่างแตก
สายตาทุกคู่มองขึ้นไปยังหน้าต่างบานเล็กติดลูกกรงเหล็กของห้องกักกัน หน้าตาน่าเกลียดและดุร้ายของหัวแครอทปรากฏขึ้น หน้าตาบูดเบี้ยว สัตว์ร้ายตัวน้อยขาวซีดถูกขังอยู่ในกรง ผมเผ้าทิ่มลูกตาและฟันสีขาวทุกซี่ของเขายื่นออกมาข้างนอก เขายื่นมือขวาดึงเศษกระจกที่บาดเขาออกมาและราวกับว่ามือนั้นถูกเขย่าพร้อมทั้งชูกำปั้นเปื้อนเลือดของเขาขู่วิโอลอนด้วย
“ไอ้เด็กปัญญาอ่อน” ผู้ดูแลหอพูด “เป็นไงล่ะ แกคงดีใจล่ะสิ”
“เอ้อ”  หัวแครอทร้องตะโกน และกระหือรือกำหมัดที่สองชกกระจกอีกบานแตก “ทำไมคุณถึงจูบเขาแต่คุณกลับไม่จูบผมบ้างเลย”
และเขาก็พูดต่อพร้อมกับป้ายเลือดซึ่งไหลจากมือที่ถูกบาดบนใบหน้า
“ผมก็เหมือนกัน อยากมีแก้มแดงเมื่อไหร่ผมก็มีได้”

เหา

ทันทีที่หัวแครอทกับพี่เฟลิกซ์กลับจากสถาบันแซงต์มาร์ค มาดามเลอปิกก็ให้พวกเขาล้างเท้าในอ่างซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว เพราะพวกเขาไม่เคยล้างเท้าที่โรงเรียนประจำเลย อีกอย่าง ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อใดของโรงเรียนกำหนดไว้
“เท้าของแกจะต้องดำปิ๋ดปี๋แน่ๆ เลย เจ้าหัวแครอทที่น่าสงสารของฉัน” มาดามเลอปิกเอ่ยขึ้น
นางเดาได้แม่นแป๊ะ เท้าของหัวแครอทดำกว่าเท้าของพี่เฟลิกซ์เสมอ ทำไมหนอ ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ข้างๆ กัน กินอาหารเหมือนกัน สูดอากาศจากที่เดียวกัน แน่นอนว่าหลังจากสามเดือนผ่านไปพี่เฟลิกซ์เองไม่อาจมีเท้าที่ขาวสะอาดได้ แต่หัวแครอทนั้นยอมรับด้วยตัวเองว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้เท้าของตนเองไม่ได้
ด้วยความอับอายเขาจุ่มเท้าลงในน้ำอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับนักมายากล ไม่มีใครทันเห็นแม้แต่ตอนถอดถุงเท้าและตอนที่เขาเอาเท้าจุ่มลงข้างๆ เท้าของพี่เฟลิกซ์ที่อยู่ก้นอ่างเรียบร้อยแล้ว และไม่ช้าคราบสกปรกก็แผ่ออกเป็นชั้นราวกับผืนผ้าลอยอยู่เหนือเท้าอันโสโครกทั้งสี่ข้าง
เมอซิเออร์เลอปิกเดินไปเดินมาระหว่างหน้าต่างตามความเคยชิน เขาอ่านรายงานภาคสามเดือนของบรรดาลูกชาย โดยเฉพาะหมายเหตุที่ท่านผู้อำนวยการเขียนด้วยตัวเอง ในรายงานของพี่เฟลิกซ์ เขียนว่า
“เหม่อลอยแต่ฉลาดเฉลียวจะประสบความสำเร็จ” และของหัวแครอท เขียนว่า
“ทำตัวให้โดดเด่นได้ทันทีที่เขาต้องการแต่ไม่ได้ต้องการเสมอไป”
ความคิดที่ว่าบางครั้งหัวแครอททำตัวโดดเด่นสร้างความขบขันให้กับครอบครัว ขณะที่เท้าแขนอยู่บนหัวเข่าของตน เขาปล่อยเท้าแช่น้ำและตัวพองด้วยความยินดี เขารู้สึกว่ากำลังถูกสำรวจอยู่ มีคนมองว่าผมสีแดงหม่นที่ยาวพะรุงพะรังทำให้หน้าตาเขาออกจะดูหน้าเกลียดกว่าเก่า เมอซิเออร์เลอปิกผู้เป็นปรปักษ์ต่อการแสดงความรู้สึกทำได้เพียงหยอกล้อเล่นกับหัวแครอทเพื่อแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา เขาไปเขาดีดหูหัวแครอทเข้าทีหนึ่ง ขากลับเขาใช้ศอกดันและหัวแครอทก็หัวเราะร่าเริง
สุดท้ายเมอซิเออร์เลอปิกสอดมือเข้าไปในเส้นผมและใช้เล็บของเขาทำเสียงเปรี๊ยะๆ ราวกับว่าเขาต้องการฆ่าเหา นี่คือมุขตลกที่เขาโปรดปราน
แต่แล้วเพียงครั้งแรกเขาก็ฆ่าเหาได้ตัวหนึ่ง
“อ้า เล็งได้แม่น” เขาบอก “ฉันไม่พลาดเป้า”
และในขณะที่รู้สึกสะอิดสะเอียนเล็กน้อย เขาก็เช็ดมือบนผมของหัวแครอท มาดามเลอปิกชูแขนขึ้น
“ฉันว่าแล้วเชียว” นางพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย “พระเจ้าช่วย พวกเราคงได้สะอาดกันแน่ แอร์เนสตีนวิ่งไปเอาอ่างมาทีสิลูกแม่ นี่ล่ะงานของเธอล่ะ”
พี่แอร์เนสตีนหยิบเอาอ่าง หวีเสนียด น้ำส้มสายชูในจานรองถ้วยมา แล้วการไล่ล่าก็เริ่มต้นขึ้น
“หวีฉันก่อน” พี่เฟลิกซ์ตะโกนร้อง “ฉันมั่นใจว่ามันต้องเอาเหามาติดฉันแน่ๆ”
เขาใช้นิ้วเกาหัวอย่างบ้าคลั่งและขอถังน้ำเพื่อใส่เหาให้จม
“อยู่นิ่งๆ ทีสิเฟลิกซ์” พี่แอร์เนสตีนผู้ชอบอุทิศตนพูดขึ้น “ฉันไม่ทำนายเจ็บหรอกน่า”
เธอเอาผ้าเช็ดตัวพันรอบคอและแสดงให้เห็นความคล่องแคล่วชำนาญการณ์และมีน้ำอดน้ำทนของเพศแม่ เธอใช้มือข้างหนึ่งแหวกผมและมืออีกข้างถือหวีไว้อย่างประณีต และค้นหาโดยไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจไม่พอใจหรือกลัวว่าจะติดเอาพวกเหาที่มาอยู่อาศัย
พอนางพูดว่า เจออีกตัวหนึ่งแล้ว พี่เฟลิกซ์ก็กระทืบเท้าลงในอ่างและชี้นิ้วขู่หัวแครอทที่เงียบสงบและรอคิวของตน
“เสร็จแล้วของนาย เฟลิกซ์” พี่แอร์เนสตีนบอก “นายมีแค่เจ็ดแปดตัวเองนับดูสิ” พวกเราจะนับเหาของหัวแครอทแต่แค่สุ่มเปิดดูก็เจอแล้ว
พวกเขายืนล้อมรอบหัวแครอท พี่แอร์เนสตีนปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เมอซิเออร์เลอปิกมือไขว่หลังติดตามงานราวกับคนแปลกหน้าที่อยากรู้อยากเห็น มาดามเลอปิกเปล่งเสียงอุทานโอดครวญ
“โอ้ โอ้ นางเอ่ยขึ้น คงจะต้องใช้คราดกับปุ้งกี๋แล้วล่ะ”
พี่เฟลิกซ์คุกเข่าเขย่าอ่างเพื่อคอยรับเหา พวกมันตกลงมาโดยมีขี้รังแคหุ้มตัวอยู่ พวกเขาสังเกตเห็นขาเล็กจิ๋วที่กระดุกกระดิกอยู่ราวกับขนตาที่ถูกตัดของพวกมัน พวกเหาเคลื่อนไหวซ้ายทีขวาทีไปตามแรงน้ำในอ่างและน้ำส้มสายชูก็ฆ่าพวกมันตายลงอย่างรวดเร็ว
มาดามเลอปิก: จริงๆ เลยเจ้าหัวแครอท พวกเราไม่เข้าใจแกเลย  อายุแกก็โตเป็นหนุ่มแล้ว แกควรจะอายบ้าง ฉันทำเฉยเรื่องเท้าของแกเพราะบางทีแกอาจจะเห็นมันเฉพาะที่นี่ แต่ไอ้พวกเหาที่มันกัดกินแกพวกนี้นี่สิ แล้วแกก็ยังไม่เรียกร้องให้บรรดาผู้ดูแลหอของแกดูแล ไม่ขอให้ครอบครัวแกรักษา อธิบายให้พวกเราฟังหน่อยเถอะ ฉันสงสัย ว่าแกรู้สึกเป็นสุขขนาดไหนที่ปล่อยให้ตัวเองถูกสูบเลือดสูบเนื้อเป็นๆ แบบนี้ แถมมีเลือดในผมกระเซอะกระเซิงของแกด้วยนะ
หัวแครอท: หวีมันขูดหัวผมเป็นแผลถลอกฮะ
มาดามเลอปิก: อ๋อ หวีเหรอ นี่แกขอบคุณพี่สาวของแกอย่างนี้เหรอ แกได้ยินไหมแอร์เนสตีน เมอซิเออร์ผู้ช่างละเอียดอ่อนบ่นว่าช่างทำผมของเขา ฉันขอแนะนำแม่ลูกสาวของฉันให้ปล่อยไอ้คนที่เต็มใจอยากเจ็บตัวคนนี้ไว้กับสัตว์ร้ายของมันซะเดี๋ยวนี้
พี่แอร์เนสตีน: ฉันทำส่วนของวันนี้เสร็จแล้วจ้ะแม่ ฉันเอาแต่ที่มันหนักหนาสาหัสออกเท่านั้นและพรุ่งนี้ฉันถึงจะจัดการรอบที่สอง แต่ฉันรู้ว่าจะมีใครสักคนหนึ่งล่ะที่จะต้องไปประพรมน้ำโคโลญน์
มาดามเลอปิก: ส่วนแกเจ้าหัวแครอท จัดการเอาอ่างของแกไปตั้งประจานไว้บนกำแพงในสวน ต้องให้คนทั้งหมู่บ้านเดินผ่านมาเห็น แกจะได้รู้จักอับอายขายขี้หน้าเสียบ้าง
หัวแครอทยกอ่างและเดินออกไป วางมันไว้กลางแดดและตัวเองก็ยืนอยู่ข้างๆ
ยายแก่มารี นาแน็ตเข้ามาใกล้เป็นคนแรก แต่ละครั้งที่นางเจอหัวแครอท นางจะหยุดและสำรวจมองเขาด้วยดวงตาเล็กๆ ด้วยสายตาสั้นและดูมีเล่ห์นัยของนาง ขณะเดียวกันนางก็ขยับหมวกสีดำของนางและดูเหมือนกำลังคาดเดาบางสิ่งบางอย่างอยู่
“นี่อะไรกันเนี่ย” นางเอ่ยถาม หัวแครอทไม่ตอบใดๆทั้งสิ้น นางชะโงกมองบนอ่าง
“เมล็ดถั่วหรือเปล่า ปัทโธ่ ฉันมองเห็นไม่ชัดเลย ลูกชายฉันปิแอร์คงต้องซื้อแว่นตาคู่ใหม่ให้ฉันเสียแล้ว”
นางเอานิ้วแตะราวกับต้องการจะชิม แต่ถึงยังไงนางก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
“แล้วแกล่ะ แกมาทำอะไรอยู่ที่นี่ หน้าบูดบึ้ง หูตาก็ประหลาด ฉันพนันได้เลยว่าแกคงจะถูกดุและถูกลงโทษมาสิท่า ฟังนะถึงฉันจะไม่ใช่ยายของแก แต่ฉันคิดอย่างที่ฉันคิดแล้วฉันก็เห็นใจแก เด็กน้อยที่น่าสงสารของฉันเพราะฉันจินตนาการว่าพวกเขาคงทำให้ชีวิตแกลำบาก”
หัวแครอทชายตาดูให้แน่ใจว่าแม่ของเขาจะไม่ได้ยิน แล้วเขาก็บอกกับยายแก่มารี นาแน็ตว่า
“แล้วยังไง มันเกี่ยวอะไรกับยายด้วยหรือ ไปยุ่งเรื่องของยายเองดีกว่า อย่ามายุ่งกับผมเลยน่า”

ดุจดั่งบรูตูส

เมอซิเออร์เลอปิก: หัวแครอท ปีที่แล้วแกไม่ได้ตั้งใจเรียนเหมือนที่พ่อคาดหวังไว้เลยนะ บรรดารายงานของแกเขียนไว้ว่าแกสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกมาก แกมัวแต่เหม่อลอยแล้วก็อ่านหนังสือต้องห้าม แกมีสติปัญญาดีเลิศ ได้คะแนนบทเรียนค่อนข้างดีและแกปล่อยปละละเลยการบ้าน หัวแครอท แกต้องคิดจะเอาจริงเอาจังได้แล้วนะ
หัวแครอท: เชื่อใจผมเถอะฮะพ่อ ผมเห็นด้วยกับพ่อว่าปีที่แล้วผมปล่อยปละละเลยไปบ้าง แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะทำงานอย่างขยันขันแข็งฮะ ผมไม่สัญญานะฮะว่าจะได้ที่หนึ่งของชั้นทุกวิชา
เมอซิเออร์เลอปิก: พยายามหน่อยก็แล้วกัน
หัวแครอท: ไม่ฮะพ่อ พ่อขอผมมากเกินไป ผมไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จทั้งวิชาภูมิศาสตร์ ทั้งภาษาเยอรมัน ทั้งฟิสิกส์และเคมีที่มีคนเก่งอยู่แล้วสองสามคน ส่วนวิชาที่เหลือก็งี่เง่าและพวกนี้ก็เอาแต่เรียน เป็นไปไม่ได้หรอกฮะที่จะเอาชนะพวกเขา แต่ผมต้องการ-ฟังนะฮะพ่อ- ผมต้องการคว้าเส้นชัยมาครองให้ได้ในวิชาเรียงความภาษาฝรั่งเศสเร็วๆ นี้แหละฮะ และจะรักษาตำแหน่งไว้ ถ้าหากว่าผมได้พยายามแล้วแต่ว่ามันหลุดรอดไป อย่างน้อยผมจะได้ไม่ต้องตำหนิตัวเองและสามารถร้องตะโกนอย่างภาคภูมิใจเช่นเดียวกับบรูตูส โอ้ คุณธรรม  เจ้านั้นเป็นเพียงแค่นาม
เมอซิเออร์เลอปิก: อ้า  ลูกพ่อ พ่อเชื่อว่าแกจะรู้จักใช้ความอุตสาหะพากเพียรของแก
พี่เฟลิกซ์: หัวแครอทพูดว่าอะไรนะฮะพ่อ
พี่แอร์เนสตีน: ฉันเองก็ไม่ได้ยิน
มาดามเลอปิก: ฉันไม่ได้ยินเหมือนกัน พูดอีกทีสิหัวแครอท
หัวแครอท: โอ้  ไม่มีอะไรหรอกฮะแม่
มาดามเลอปิก: ว่าไงนะ แกไม่ได้พูดอะไร แล้วที่แกพล่ามเสียงดัง หัวหูแดง กำปั้นชูขึ้นกลางอากาศ และเสียงของแกยังดังได้ยินไปจนถึงท้ายหมู่บ้าน  พูดประโยคนั้นอีกทีสิ ทุกคนจะได้ฟังด้วย
หัวแครอท: ไม่จำเป็นหรอกฮะแม่
มาดามเลอปิก: จำเป็นซิ จำเป็นแน่ๆ แกพูดถึงใครบางคน แกพูดถึงใครกัน
หัวแครอท: แม่ไม่รู้จักหรอกฮะ
มาดามเลอปิก: นั่นแหละแกยิ่งต้องบอก ก่อนอื่นใช้สมองแกไตร่ตรองสักหน่อยแล้วทำตามที่ฉันสั่ง
หัวแครอท: ก็ได้ฮะแม่ ผมกำลังคุยกับพ่อที่ให้คำแนะนำฉันท์เพื่อนกับผมและโดยบังเอิญความคิดอะไรก็ไม่รู้ มันแล่นเข้ามาในสมองและเพื่อที่จะขอบคุณพ่อ ผมได้ให้คำมั่นสัญญาเหมือนกับชาวโรมันคนนี้ที่ใครๆ เรียกเขาว่าบรูตูสผู้ที่ได้เอ่ยถึงคุณธรรม
มาดามเลอปิก: ชะชะช่าช่า แกพูดอะไรเพ้อเจ้อ ฉันขอร้องให้แกพูดซ้ำอีกครั้งโดยไม่เปลี่ยนถ้อยคำและคงน้ำเสียงเดิมไว้ ประโยคของแกเมื่อตะกี้ ดูเหมือนว่าฉันก็ไม่ได้ขออะไรแกมากมายและถ้าแกอยากจะทำสิ่งนี้เพื่อแม่ของแก
พี่เฟลิกซ์: ผมพูดซ้ำให้ฟังเอาไหมฮะแม่
มาดามเลอปิก: ไม่ต้อง เจ้านี่ก่อนคนแรก แล้วค่อยแก แล้วเราค่อยมาเปรียบเทียบกัน เอ้า เจ้าหัวแครอท เร็วๆเข้า
หัวแครอท: เขาพูดตะกุกตะกักด้วยเสียงสั่นเครือ คุณ-ณะ-ธรรม-มะมะ  จะ-เจ้า-นะ-นั้นเป็นเพียงคะ-แค่นาม
มาดามเลอปิก: ฉันสิ้นหวังจริงๆ กับไอ้เด็กคนนี้ที่ไม่รู้จะเอาน้ำยาอะไรกับมันดี มันยอมปล่อยให้ตัวเองถูกเฆี่ยนตีมากกว่าที่จะทำดีกับแม่ของมัน
พี่เฟลิกซ์: นี่ฮะแม่ เจ้านี่มันพูดแบบนี้ฮะ เขาขยับลูกตาพร้อมส่งสายตาท้าทาย ถ้าผมไม่ได้ที่หนึ่งวิชาเรียงความภาษาฝรั่งเศส เขาทำแก้มตุ่ยพร้อมกับกระทืบเท้า ผมจะร้องตะโกนเหมือนบรูตูส เขาชูแขนทั้งสองขึ้นบนเพดาน โอ้ คุณธรรม  เขาปล่อยแขนตกลงบนต้นขา เจ้านั้นเป็นเพียงแค่นาม มันพูดแบบนี้แหละฮะ
มาดามเลอปิก: ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ  ฉันยินดีกับแกด้วย เจ้าหัวแครอท และฉันยิ่งรู้สึกเศร้าใจไปกับความดื้อรั้นของแกมากกว่าการเลียนแบบที่ไม่มีทางสู้ต้นฉบับได้
พี่เฟลิกซ์: ว่าแต่หัวแครอท ใช่บรูตูสที่พูดประโยคนี้หรือ ไม่ใช่กาตงหรอกหรือ
หัวแครอท: ฉันแน่ใจว่าเป็นบรูตูส -จากนั้นเขาก็กระโดดใส่ดาบที่เพื่อนของเขาคนหนึ่งยื่นให้และจบชีวิตลง-
พี่แอร์เนสตีน: หัวแครอทพูดถูก ฉันยังจำได้แม้กระทั่งว่าบรูตูสแกล้งทำเป็นคนบ้าพร้อมกับทองคำที่ยัดไว้ในไม้เท้า
หัวแครอท: โทษทีนะฮะพี่ พี่สับสนแล้ว พี่จำบรูตูสของผมสลับกับอีกคนแล้วฮะ
พี่แอร์เนสตีน: ฉันนึกว่าเป็นคนเดียวกันเสียอีก ฉันรับประกันกับนายได้เลยว่ามาดมัวแซลโซฟีสอนวิชาประวัติศาสตร์ได้เข้าท่าพอๆ กับวิชาของครูนายที่โรงเรียนมัธยมปลาย
มาดามเลอปิก: เอาเถอะ พวกเธอไม่ต้องเถียงกัน สิ่งสำคัญก็คือการมีบรูตูสสักคนในครอบครัวและพวกเราก็มีแล้วคนหนึ่ง เจ้าหัวแครอททำให้ใครๆก็อิจฉาพวกเรา  และพวกเราหาได้รู้จักความมีชื่อเสียงของตน จงชื่นชมบรูตูสหน้าใหม่คนนี้ซะ เขาพูดภาษาลาตินราวกับนักบวชและปฏิเสธที่จะกล่าวบทมิซซาสองหนเพื่อคนหูหนวก หันตัวพ่อบรูตูสมาดูสิ ดูจากด้านหน้าเขามีรอยเปื้อนกระดำกระด่างบนเสื้อคลุมที่เขาเพิ่งใส่วันนี้เป็นครั้งแรก และดูจากด้านหลัง กางเกงของเขาก็ฉีกขาด พระเจ้าช่วย มันไปขลุกที่ไหนมาอีกนี่ เอ้า ดูเอาเถอะ ดูท่าทางของเจ้าหัวแครอทบรูตูส  เจ้าตัวสมองคุด จะไปไหนก็ไป ไป๊
[มีต่อ]

     ธนิดา  ปาณิกวงษ์ แปล
อธิชา  มัญชุนากร บรรณาธิการต้นฉบับ