วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

ไทยพบติด"โควิด" อีก 2 รายจากสหรัฐ ทุกรายไม่มีอาการ ยอดผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 32 ล้านราย

 


เมื่อวันที่ 24 ก.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย จึงมียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,516 ราย มีผู้ที่หายป่วยและกลับบ้านเพิ่ม 8 ราย ทำให้มียอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 3,353 ราย มียอดสะสมผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 59 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 104 ราย  


สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย เป็นคนไทยที่กลับจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายแรกเป็นชายไทย อายุ 38 ปี อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ รายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 54 ปี อาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐในกรุงเทพฯ  และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 21 กย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ


สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 32,092,294 ราย อาการรุนแรง 62,377 ราย รักษาหายแล้ว 23,676,049 ราย เสียชีวิต 981,958 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 7,139,553 ราย  รองลงมาคือ อินเดีย 5,730,184 ราย บราซิล 4,627,780 ราย  รัสเซีย 1,122,241 ราย  โคลอมเบีย 784,268 ราย 


ส่วนประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศนั้น สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) สนับสนุนให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ท่าอากาศยานขาออก แทนการกักตัว โดยผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารไออาต้า กล่าวว่า เขาเสนอให้ใช้การตรวจโรคโควิด-19 แบบเป็นระบบที่ท่าอากาศยานขาออก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที แทนการให้ผู้เดินทางต้องไปกักตัวขาเข้าหลายวัน วิธีนี้สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสได้เกือบทุกราย แก้ปัญหาการนำเชื้อเข้าประเทศ การควบคุมการตรวจด้อยคุณภาพ และผลตรวจหลอกลวง ทั้งนี้ไออาต้า หวังว่าจะมีชุดตรวจในเร็วๆ นี้ตามข้อมูลของบริษัทดูแลสุขภาพที่กำลังแข่งกันพัฒนาอยู่ 


ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของไออาต้า กล่าวว่า การเดินทางช่วงฤดูร้อนที่ซบเซาทำร้ายอุตสาหกรรมการบินที่มีปัญหาทางการเงินอยู่แล้วจากการเดินทางที่ลดลงทั่วโลก เพราะโรคโควิด-19 และกำลังจะเผชิญกับฤดูหนาวที่ท้าทาย เพราะมาตรการจำกัดการเดินทางยังคงไม่ลดลง ทำให้จำนวนคนเดินทางยังไม่กลับมา

"มาคาเลียส" ชูแผน ไไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง" ลุยตลาดฝ่าวิกฤติท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้าย

 


มาคาเลียส ออนไลน์ทราเวลแพลตฟอร์ม (Online Travel Platform) แหล่งรวมและจำหน่ายวอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ปรับแผนการตลาดโค้งสุดท้ายแห่งปี ชูกลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ผสานแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์ หวังช่วยกระตุ้นธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ประเดิมอีเว้นท์แรกในงาน ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020 (Traveler Expo 2020) จัดแพคเกจสุดคุ้มพร้อมเสิร์ฟนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าปิดดีลสิ้นปียอดรวมกว่า 150,000 ดีล หรือกว่า 200 ล้านบาท


นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันภาพรวมด้านธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้การจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว เพราะหลายประเทศทั่วโลกยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่อีก รวมถึงข่าวลือในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เหมือนจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ผ่าน กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง ถึงแม้ภาครัฐบาลจะพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมจัดกิจกรรมโปรโมทและกระตุ้นให้คนไทยออกมาท่องเที่ยวผ่านโครงการต่างๆ  แต่ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการออกมาท่องเที่ยว เนื่องจากยังมียอดสั่งจองวอร์เชอร์ที่พักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความกังวลในด้านมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงแรม และยังขาดความมั่นใจในมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 จากภาครัฐ


ดังนั้นแผนการตลาดของบริษัทฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 บริษัทฯ จึงมุ่งเร่งสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของการใช้บริการ พร้อมทั้งได้ใช้กลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ซึ่งเป็นการเชื่อมแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยแบ่งออกเป็น “ที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว” (Accommodation & Tourist Spot) ปัจจุบันบริษัทฯ มีดีลกับที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกว่า 500 แห่ง ตั้งแต่ระดับโฮมสเตย์ไปจนถึงลักซ์ชัวรี่โฮเทล แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งแผนต่อจากนี้ไปจะดำเนินการหาพันธมิตรเพิ่มเติมให้ครบทั่วภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าจะมีดีลให้บริการภายในสิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100% หรือกว่า 1,000 แห่ง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้ขอความร่วมมือกับที่พักต่างๆ ให้เข้มงวดด้านการดูแลรักษาความสะอาดเพื่อสุขอนามัยของผู้มาใช้บริการ พร้อมทั้งได้ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการดังกล่าวผ่านทางช่องทางต่างๆ ของบริษัทฯ เพิ่มด้วย


ต่อด้วย “กิจกรรมออนไลน์” (Online Activity) การเชิญกลุ่มบล็อกเกอร์ด้านท่องเที่ยวที่มีความรู้ด้านการท่องเที่ยวและเป็นพันธมิตรของบริษัทฯ มาร่วมสร้างคอนเทนต์ภายใต้แคมเปญ Makalius X Influencers เสมือนเป็นการทดลองเที่ยวก่อนลูกค้าเพื่อช่วยพิสูจน์ว่าที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้นเป็นตามที่โฆษณา และได้มาตรฐานการดูแลด้านความปลอดภัยด้านสุขอนามัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอีกทางหนึ่งถึงการซื้อบริการของสถานที่นั้นไปใช้ โดยในขณะนี้บริษัทฯ ได้มีกลุ่มบล็อกเกอร์เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยกันโปรโมทแล้วกว่า 20 ท่าน และมียอดผู้ติดตาม (Follower) รวมกว่า 20 ล้านคน


ปิดท้ายด้วย “กิจกรรมออนกราวด์” (On-Ground Activity) ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังให้ความสำคัญกับสิ่งของหรือบริการที่จับต้องได้ โดยในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่บริษัทฯ หันมาลงกิจกรรมออนกราวด์เต็มรูปแบบ ประเดิมงานแรก “ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020” (Traveler Expo 2020) วันที่ 1-4 ตุลาคม 2563 บูธเลขที่ T22-T27 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่โชว์จุดเด่นด้วยการขนวอเชอร์ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร กว่า 50 ดีล จาก 13 โรงแรมดัง จัดโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุดกว่า 89% ราคาเริ่มต้นดีลละ 420 บาท นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแจกที่พักพร้อมวอเชอร์เงินสดวันละ 10 รางวัลตลอดการจัดงาน ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะจัดกิจกรรมในรูปแบบออนกราวด์ประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี พร้อมทั้งจัดกิจกรรมใหญ่ในรูปแบบ “มาคาเลียสแฟร์” (Makalius) มหกรรมการท่องเที่ยวที่ร่วมกับพันธมิตรที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วประเทศไทย


นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า “จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่นี้ จะสามารถช่วยกระตุ้นภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมทั้งตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ บริษัทฯ จะสามารถปิดดีลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหาร ได้รวมกว่า 150,000 ดีล หรือมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท”

 


(23 กันยายน พ.ศ. 2563) ส.ว.ขวางตั้งส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่ เพราะเป็นการทรยศ 16 ล้านเสียงประชามติ รธน.ฉบับนี้ หวั่นไปไกลถึงล้มการปกครอง ยุนายกฯลาออกปิดสวิตช์ส.ส.เลือกตั้งใหม่ ด้าน "น้องวิษณุ" แนะทำประชามติ 2 ครั้ง เชื่อมียื่นศาลตีความ


สำหรับบรรยากาศการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย โดย ส.ส.และส.ว.สลับกันขึ้นมาอภิปรายการแก้รัฐ ธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของส.ส.รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้ง ส.ส.ร.มา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีปัญหามากมาย ขณะที่ส.ว.ส่วนมากที่ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นคัดค้านการตั้ง ส.ส.ร.เนื่องจากเกรงว่า เป็นการตีเช็กเปล่า ไม่รู้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง และมีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และสิ้นเปลืองงบประมาณทำประชามติ โดยสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแทน อาทิ พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ ส.ว.อภิปรายว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ การให้มีส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการทรยศต่อ 16.8 ล้านเสียงที่เห็นชอบรัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ และยังสิ้นเปลืองงบประมาณ 20,000ล้านบาท ในการทำประชามติ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อวัคซีนโควิด-19 ไม่รู้คิดถึงคนไทยหรือคิดถึงวาระซ่อนเร้นของตัวเอง ดังนั้นควรแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราจะเหมาะสมกว่า ตนยินดีที่จะสนับสนุนการแก้ไขรายมาตราเรื่องให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบ


นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีแต่ให้แก้เพิ่มเติมเท่านั้น ดังนั้นการขอแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคือ การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกรงว่า อาจมีการไปยื่นให้อัยการสูงสุด หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับทำได้หรือไม่ เพราะอาจถูกกล่าวหากระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 รวมถึงอาจถูกป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องจงใจปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิการเมือง 10ปี และถูกฟ้องคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ส่วนการปิดสวิตช์ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 นั้น ขอถามว่า ส.ว.250 คน ทำผิดอะไร ถึงขั้นจะปิดสวิตช์ส.ว.ไม่ให้ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ส.ว.อยู่มาไม่ถึง 2 ปีจะปิดสวิตช์แล้ว ขณะนี้ประเทศมีปัญหามากมาย นายกฯควรปิดสวิตช์ส.ส.ด้วยการยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีกว่า


พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนที่จะมีการลงมติรับหลักการในวาระแรกว่า อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และครั้งที่สอง ทำหลังจากส.ส.ร.ยกร่างเสร็จและมีการลงมติเรียบร้อยแล้วให้ทำประชามติสอบถามประชาชนว่า พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นอกจากยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว การแก้ไขแบบรายมาตราก็มีคำถามเหมือนกันว่า จะต้องทำประชามติถามประชาชนหรือไม่ ยืนยันว่า ตนไม่ขัดข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายในอาณัติของใคร เคารพเสียงของประชาชนและลูกๆหลานๆที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ขัดกฏหมาย ไม่มีใครนำเรื่องไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า กระบวนการได้รัฐธรรมนูญไม่ชอบ เพราะเมื่อครั้งปี 2555 ที่มีการยื่นแก้ไขมาตรา 291 ในรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อแก้ไขทั้งฉบับก็มีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สามารถทำได้หรือไม่ ในที่สุดศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขทั้งฉบับควรผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนที่จะมีการแก้ไข ผมเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีคนยื่นให้ศาลตีความเหมือนกับในปี 2555 แน่นอน ซึ่งโดยส่วนตัว ถ้าผมขัดข้องหมองใจหนักๆก็ยินดีลาออกจากส.ว.เพื่อยึดหลักกฏหมายที่ถูกต้อง

วิษณุ ชี้เป็นสิทธิ บิ๊กโจ๊ก ฟ้อง นายกฯ ตู่ นำเทียบคดี ถวิล ไม่ได้

 


(23 กันยายน 2563) เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง โดยอ้างเหตุว่าออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ไม่เป็นไร ก็ใช้สิทธิของเขาไป เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติอะไร และไม่เป็นความผิดอะไรด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนำกรณีไปเทียบกับการสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายวิษณุ กล่าวว่า มันมีความแตกต่างกัน เพราะว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้นมาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


 เมื่อถามว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามคำสั่ง คสช.ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งชื่อของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อยู่ในบัญชีที่ 5 ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีนี้ หากจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รายงานต่อนายกฯ หากนายกฯให้ความเห็นชอบก็นำความกราบบังคมทูลต่อไป ซึ่งหมายความว่า ช่องทางเปิดเอาไว้ จึงไม่ได้ว่า อะไร


 “หากคิดว่า นั่งนิ่งๆ แล้วปีกว่า และไม่เห็นว่า มีการสอบอะไรก็มีสิทธิจะร้องได้ เขาก็โวยกันทุกคน ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่า ไม่ได้ออกมาโวยกับสื่อเท่านั้น บางคนโวยแล้วได้ผล ความจริงที่ยังไม่ได้กลับไปแต่ละคน มันมีเหตุผลอธิบายทั้งนั้น แต่ไม่อยากออกมาพูดกับสื่อ เพราะพูดไปพูดมาอาจทำให้เจ้าตัวเสียหาย ไม่มีหรอกที่จะลืม ปัญหามันก็ติดอยู่เท่านั้นเอง ทีนี้เมื่อถามมาก็ต้องพูด แต่เมื่อพูดอาจจะเกิดความเสียหาย ก็อย่าเพิ่งพูด” รองนายกฯ กล่าว


เมื่อถามว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นายกฯจะต้องรับผิดชอบอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีนายถวิลต้องไปดูว่าตอนนั้นไปย้ายเขาอย่างไร และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ มาโดยอะไร มันคนละกรณีกัน และคนที่มากันเยอะๆ มาโดยกรณีใด รวมทั้งพล.ต.ท.สุรเชษฐ์เองก็มาไม่เหมือนกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งตนไม่ทราบว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ตรวจสอบเสร็จสิ้นหรือยัง เพราะเป็นเรื่องของทางตำรวจ


เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีความผิดอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การย้ายมาในกรณีอื่นอาจจะต้องมาด้วยความผิด แต่บางกรณีไม่ต้องมีความผิดก็สามารถย้ายมาได้โดยเหตุผลตามมาตรา 44


เมื่อถามว่า การต่อสู้ของนายกฯในคดีนี้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว


เมื่อถามว่า นายวิษณุ จะทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายให้นายกฯ ในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ต้อง เพราะมีฝ่ายกฎหมายประจำในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ตนไม่เกี่ยวอะไร

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

ว่อนเน็ต! โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน ห้ามพนักงานจาบจ้วงลบหลู่สถาบันฯ มีโทษขั้นสูงสุด

 


(23 กันยายน 2563) โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน เรื่อง นโยบายบริษัทและกิจการในเครือ ไม่อนุญาตให้พนักงานใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย สถานที่ของบริษัท แสดงออก เผยแพร่ข้อมูล รูปภาพ แต่งกาย อันเป็นการบ่งชี้สนับสนุนฝักใฝ่ จาบจ้วงสถาบันฯ ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ทั้งนี้ หากต้องการแสดงออกข้างต้นขอให้ใช้สิทธิ์ลาออกเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อน ขณะที่ เจ้าของโรงสี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ ข่าวข้นคนเนชั่น ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี


เรียน ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ตามที่เกิดสถานกาณ์ทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย โดยมีการพยายามใช้สถานการณ์ต่างๆ เพื่อกล่าวอ้างโจมตี และมีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบแล้วนั้น


เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนถูกต้องตรงกัน ผู้บริหารขอแจ้งเจตนารมณ์และนโยบาย ว่า บริษัทฯ กำหนดเป็นนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่อนุญาตให้พนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใด ใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายหรือสถานที่ของบริษัทฯ แสดงออกไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ตลอดจนการแสดงทางคำพูด และการเผยแพร่เกี่ยวกับข้อมูล รูปภาพที่ไม่เหมาะสมทางสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งการแต่งกาย การแสดงออกทางสัญลักษณ์ อันเป็นการบ่งชี้ ถึงการสนับสนุน หรือฝักใฝ่ในสิ่งที่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้แสดงออกหรือเรียกร้องให้บุคคลอื่นปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอยู่ ณ ขณะนี้ หากพนักงานท่านใด แสดงออกถึงการจาบจ้วง ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ บริษัทฯ จะถือเป็น การกระทำที่ผิดกฎระเบียบริษัทฯ ในชั้นสูงสุด บริษัทฯ จะดำเนินการพิจารณาโทษในชั้นสูงสุด ต่อไป


อนึ่ง หากท่านมีความประสค์ที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในบริบทข้างต้น ที่จาบจ้วง ให้ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้ใช้สิทธิ์ในการลาออกเพื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงาน บริษัท และบริษัทในเครือฯ ก่อนที่จะดำเนินการด้วย


จึงประกาศมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไปอย่างเคร่งครัด


ล่าสุด "เจ้าของโรงสี" ดังกล่าว ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ "ข่าวข้นคนเนชั่น" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ถึงประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ดังกล่าว ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเหตุผลทางการเมือง เพียงแค่อยากให้พนักงานในบริษัทเข้าใจถึงเจตนารมณ์และนโยบายของบริษัทเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับทราบและมองไปในทางเดียวกัน



"เจ้าของโรงสี" เผยว่า หลังจากออกประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ไป ฟีดแบคในทางลบไม่มีเลย มีมาในทางบวกมากกว่า โดยจะมีอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มเล็กๆ จะยังไม่เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ท่านทรงทำอะไร แต่ในส่วนของคนกลุ่มที่มีความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว พวกเค้าดีใจที่เราเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่ส่วนของกลุ่มเล็กๆ เค้าไม่ได้โกรธเกลียดเลยต้องไปทำความเข้าใจ บริษัทของผมหรือหน่วยเล็กต่างๆ ก็ต้องเป็นตัวอย่างในการที่ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวมีความเข้าใจถึงสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัว หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านทรงทำให้กับประชาชนคนไทยและประเทศ โดยยกพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่ให้ได้รู้กัน


ในระหว่างการสัมภาษณ์ กนก รัตน์วงศ์สกุล ได้ถามความคิดเห็นกับ "เจ้าของโรงสี" ว่า ถ้าหากมีพนักงานในบริษัทไปชุมนุมและชู 3 นิ้วในพื้นชุมนุม ถือว่าทำผิดกฎของบริษัทหรือไม่


"เจ้าของโรงสี" บอกว่า ในประกาศจะเกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันฯ แต่ในส่วนของสิทธิ์การแสดงออกทางการเมือง ผมเคารพในจุดนี้ แต่ก็คงต้องเชิญมาคุยว่าอย่าให้ไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น และควรจะอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออก แค่ไม่ควรเกินเลย หรือไปจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์


"อยากให้คนที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันและแก้ปัญหา เพราะว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยและโลกมันแย่พออยู่แล้ว อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย" เจ้าของโรงสี กล่าวปิดท้าย

พบศพนักเรียนวัย17ปี นอนเสียชีวิตป่าข้างทาง คาด จยย.ล้มดับ

 


22 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 09.00 น. ร.ต.อ.ถิรวัฒน์ เยี่ยมอ่อน รอง สว.สส.สภ.กบินทร์บุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทยกบินทร์บุรี ว่า พบผู้เสียชีวิต 1 รายบริเวณป่าหญ้าริมถนนสาย 304 กบินทร์บุรี มุ่งหน้าฉะเชิงเทรา ม.8 ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เลยจากโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ไปประมาณ 200 เมตร


หลังจากรับแจ้ง จึงได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลกบินทร์บุรีและอาสาสมัครสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย กบินทร์บุรี ที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิต เป็นชาย 1 รายอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าอยู่ในป่าข้างทางสวมกางเกงขาสั้นลายทหาร ใส่เสื้อคลุมสีดำแขนยาวทับเสื้อคอกลมสีเทา สะพายกระเป๋าข้างสีกรมท่า คาดขาวภายในกระเป๋า พบโทรศัพท์ 1 เครื่อง บุหรี่ ไฟเช็ค บัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาของโรงเรียนวิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี ระบุชื่อ นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 ม. 4 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แพทย์ลงความเห็นว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 6-7 ชั่วโมง ใกล้กันกับผู้เสียชีวิต พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ HONDA Wave 110 i สีน้ำเงินดำ ทะเบียน 1 กฎ 7598ปราจีนบุรี ล้อหน้าบิดเบี้ยว และให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยสัจจะนำไปไว้ที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรีเพื่อติดต่อญาติให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป


จากการสอบสวน ทราบว่า นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา ได้ขับรถ จยย. ออกจากบ้านในช่วงกลางดึกเพื่อขับรถไปหาแฟนอยู่บริเวณข้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 93 จนถึงเช้านายวิระพงษ์ โลสูงเนิน อายุ 51 ปี ได้เดินออกจากที่พักเพื่อจะไปทำงานที่อู่ซ่อมรถที่หน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ได้พบจักยานยนต์และผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณข้างทาง จึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบส่วนสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา คาดว่าน่าจะขับรถประสบอุบัติเหตุเอง

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

BOI will help with efforts to boost tourism revenue


Tourism and Sports Minister Somsak Pureesrisak and officials from the Tourism Council of Thailand (TCT) and the Board of Investment (BOI) has discussed ways to promote investment in major projects related to tourism revenue in an effort to push the sector to Bt2.2 trillion by 2015.
Somsak said one route being examined reduces the required minimum investment to qualify for tax breaks and other incentives to DT100 million. Such projects could include a large amusement parks and renovation of existing hotels.
The Minister met with BOI and TCT officials last Friday. This was the first time that the BOI has officially been invited to discuss ways to move projects forward in ministry and TCT. At present, the BOI is offering incentives on projects investment of more than Bt500 million. The minimum requirement makes it difficult for operators to qualify.
Investment to rise
The campaign to promote investment in tourism following a meeting on the issue that Prime Minister Yingluck Shinawatra calls for tourism revenues to reach Bt2.2 trillion. He asked the BOI and the Ministry of Finance to consider lowering import tax on equipment amusement-park from 25 percent at present and reduces minimum investment of Bt500 million needed to receive incentives from the table.
The aim is to boost the national tourism industry, that includes mainly small and medium-sized enterprises, and to increase the competitiveness of Thailand over regional rivals before the 2015 launch of the Asean Economic Community.
TCT Piyaman Tejapaibul president raised the issue of financial resources available to potential investors. She urged the government to consider measures such as 3-offering MLR (minimum lending rate less 3 percentage points) or no interest in the first three years of the loan period of seven years.
Other possible measures include double claiming depreciation costs, excluding tax on machinery and equipment imports, and waive corporate tax for eight years, said Piyaman.
The council president said the criteria should be defined for hotels in offering incentives. Examples include requiring a hotel to operate for at least 10 years; investment of more than DT100, 000 per room, or spent on a total renewal at least 4 per cent of total revenue for the three financial years.
In the sector-ship cruise and passenger-boat, the TCT has asked the BOI to offer incentives to boat building projects valued over T50 million. The council is also keen to promote the purchase of a new boat engines.
BOI secretary-general expressed support for the proposals Udom Wongviwatchai and promised to consider the possibility of expanding investment promotions. He noted that the tourism industry is a major revenue contributors to the country, on the strength of increased flow of foreign tourists into the Kingdom.